top of page

Enabler of  “Learning at the Speed of Business”

Search Results

155 items found for ""

Blog Posts (57)

  • Goal Setting การตั้งเป้าหมายที่ดีเป็นอย่างไร

    เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า เป้าหมายที่ดี จะช่วยให้เราเข้าใกล้ผลลัพธ์และชัยชนะไปกว่าครึ่งได้ มีการศึกษาไม่น้อยเลยที่สนับสนุนว่า เป้าหมายที่มีประสิทธิผลช่วยให้คนมีผลิตภาพในการลงมือทำเรื่องนั้น ทำให้เกิดแรงจูงใจ และทำให้รู้สึกดีเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายแล้วมองย้อนกลับมาว่าได้ผ่านอะไรมาบ้างในการเดินทางมาสู่เป้าหมายนั้น ถ้าเช่นนั้นแล้วเป้าหมายที่ดีเป็นอย่างไร คุณสมบัติของเป้าหมายที่ดีข้อแรกคือ ระบุเป้าหมายอย่างชัดเจน เฉพาะเจาะจง และไม่ควรตั้งหลายเป้าหมายพร้อมๆกัน การจะลงมือปฏิบัติตามเป้าหมายโดยไม่หลงลืม เราจำเป็นต้องมีโฟกัสในเรื่องนั้น หากมีหลายเป้าหมาย อาจทำให้ความคิดสับสนและละเลิกอย่างง่ายดาย หากไม่แน่ใจว่าจะเลือกเป้าหมายใดดี อาจจะใช้การเขียนเรื่องที่อยากจะเปลี่ยนแปลง หรือสิ่งที่อยากจะทำ ออกมาเป็นคำกว้างๆ ก่อน หลายๆคำก็ได้ เช่น สุขภาพ ความรัก มิตรภาพ การนำเสนองาน การเพิ่มยอดขาย เป็นต้น จากนั้นก็จัดลำดับความสำคัญ และเลือกว่าจะโฟกัสไปเรื่องใดก่อน ข้อสอง ลองพิจารณาว่าเป้าหมายที่ได้เลือกนั้น เป็นไปในทางเดียวกันกับสิ่งที่เราให้คุณค่า หรือให้ความสำคัญในชีวิตหรือไม่ เช่นสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ถ้าเป้าหมายนั้น นำพาเราไปสู่การเรียนรู้ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะกระตุ้นให้เราลงมือทำ และถามตนเองว่าเราจะได้รับผลดีอะไรตามมา เขียนประโยชน์ที่เราจะได้รับออกมาว่ามีอะไรบ้างในการให้เวลากับเรื่องนั้น อีกขั้นตอนหนึ่งคือ ถามตนเองเพิ่มว่า นอกจากตนเองแล้ว มีใครอีกบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากการที่เราบรรลุเป้าหมายนั้น ข้อสามคือ การเขียนประโยคเป้าหมายออกมาชัดๆ จะช่วยกระตุ้นให้จำได้ เขียนประโยคเป้าหมายโดยใช้คำพูดเชิงบวก ไม่ควรใช้คำพูดเชิงลบหรือเชิงปฏิเสธ เช่น แทนที่จะตั้งว่า “ฉันจะไม่ทานอาหารที่มีไขมันสูง ฉันจะไม่ทานเบเกอรี่และขนมหวานก่อนนอน” ควรใช้ประโยคเป้าหมายว่า “หลังจากอาหารกลางวันไปแล้ว ฉันจะทานผักและผลไม้ และอาหารที่มีไขมันต่ำเท่านั้น” หรือแทนที่จะเขียนว่า “ฉันไม่อยากอ้วน” ควรเขียนว่า “ฉันดูแลสุขภาพตนเองและกำลังจะมีรูปร่างสวยงาม” แทนที่จะเขียนว่า “ฉันจะไม่ขี้เกียจออกกำลังกายอีกต่อไป” ควรเขียนว่า “ฉันเป็นคนรักสุขภาพตนเอง และฉันออกกำลังกายอาทิตย์ละสามวัน” ข้อสี่ เป้าหมายที่ไม่ง่ายจนเกินไปและมีความท้าทาย ทำให้เรามีแรงจูงใจมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเพิ่มวิธีการวัดผลและกรอบเวลาที่ตั้งใจจะทำให้เรื่องนั้นให้สำเร็จ ควรจะอยู่บนความเป็นจริง และสามารถปฏิบัติได้ ในการกำหนดตัววัดและกรอบเวลา ควรพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆในเส้นทางการปฏิบัติ เพื่อจะได้คิดวิธีการในการรับมือหากเป็นอุปสรรค และปรับเป้าหมายให้ท้าทายแต่สามารถที่จะไปถึงได้ ข้อห้า เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ก็ควรมีแผนการปฏิบัติด้วย แผนที่ดีจะรวมถึงการเตรียมแผน B ไว้ด้วย หากแผน A ไม่เป็นไปตามแผน ข้อหก กำหนดวิธีการที่จะติดตามความคืบหน้า (Tracking Progress) เช่น การบันทึกในแต่ละวันว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ทำให้เราเห็นความคืบหน้าชัดเจน และค่อยๆกลายเป็นวินัยในตนเอง บางครั้งการแสวงหาระบบหรือกลุ่มเพื่อนที่สนับสนุน ก็ทำให้การติดตามผลแบบสนุกๆขึ้นได้ และการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นในเป้าหมายนั้น ก็ทำให้ได้แนวคิดใหม่ๆจากผู้อื่นด้วย ข้อเจ็ด หากทำไม่ได้ตามแผน อย่ารับตัดพ้อ ต่อว่า หรือรู้สึกผิดต่อตนเอง เพราะเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถถอยมาหนึ่งก้าว เพื่อย้อนดูว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากขั้นตอนนั้น และจะทำให้แตกต่างได้อย่างไรบ้างในอนาคต เพื่อให้มีความคืบหน้าแบบสองก้าวหรือมากกว่า สุดท้าย ตั้งรางวัลให้ตนเองในการบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นของมีค่าราคาแพงก็ได้ แต่เป็นสิ่งที่ดีต่อใจและทำให้คุณยิ้มได้เมื่อได้รับรางวัลนั้น ในการโค้ช การตั้งเป้าหมายเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญมาก ที่จะช่วยให้โค้ชชี่ทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีความสำเร็จ และโค้ชควรสนับสนุนให้โค้ชชี่ตั้งเป้าหมายที่มีทั้งชัยชนะระยะสั้น (Short-term Winning) เพื่อให้เกิดกำลังใจในการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และเป้าหมายความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงเชิงลึก (Transformational Goal) ที่อาจรวมถึง ความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก การมองตนเอง อุปนิสัย ได้อีก ด้วย Download บทความ © Copyright – All rights reserved. ท่านสามารถแชร์ข้อมูลนี้ได้ เพื่อการพัฒนาตนเองและทีมงาน หรือเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไป ข้อห้าม***** ห้ามนำไปใช้ในการสอนหรืออบรมโดยวิทยากรที่ไม่ได้รับการรับรองจากแอคคอมกรุ๊ป ห้ามนำข้อมูลไปใช้ในการประชาสัมพันธ์เวปไซต์ หรือสินค้าและบริการอื่นๆ หากท่านต้องการสอบถามเพิ่มเติมในการนำข้อมูลไปใช้ กรุณาติดต่อแอคคอมกรุ๊ปได้ที่ info@aclc-asia.com

  • Creating Team Synergy

    ในยุคที่องค์กรเน้นการปฏิบัติงานและการเปลี่ยนแปลงอย่างคล่องแคล่วเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน การประสานงานในทีมงานและระหว่างทีมงาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บรรลุผลลัพธ์ต่างๆได้ เราจึงมักกล่าวถึงคำว่า การสร้างพลังทวีคูณของทีม หรือ “Team Synergy” ซึ่งเปรียบได้กับผลบวกของ 1+1 ที่บวกออกมาแล้วต้องไม่ใช่ให้ผลลัพธ์เพียงแค่ “2” แต่สามารถเป็น “3” หรือมากกว่านั้นได้ ทีมที่มีพลังทวีคูณจะมีลักษณะพิเศษคือ เมื่อบุคคลในทีมมาร่วมงานกันแล้ว สามารถสร้างผลลัพธ์ที่สูงขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีความสุขในการทำงานมากขึ้น มากกว่าการทำงานด้วยตัวคนเดียว หากยกตัวอย่างการแข่งขันวิ่งผลัด เมื่อนักกีฬาวิ่งผลัดสามารถวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าตอนที่วิ่งเดี่ยว แสดงถึงพลังทวีคูณที่ดี หรือนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีต่างชิ้นกัน แต่เล่นพร้อมกันออกมาแล้วไพเราะก้องกังวานกว่าการเล่นคนเดียว ก็ถือว่ามีพลังทวีคูณ อย่างไรก็ตาม การสร้าง Synergy ในทีมงาน หรือระหว่างทีมงานอาจมีอุปสรรค เช่น เมื่อนำคนเก่งที่มีไอคิวสูงมาร่วมงานกัน และต่างคนต่างมีความยึดมั่นถือมั่นไม่ลดละ หรือขาดวุฒิภาวะด้านอารมณ์ (EQ) การมาร่วมงานกันในทีม อาจทำให้ไอคิว (IQ) ของทั้งทีมด้อยลงก็เป็นได้ คุณลักษณะของทีมที่มีพลังทวีคูณ เช่น สมาชิกในทีม มีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางต่างๆในการทำงานร่วมกัน สมาชิกในทีมมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมาย และวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น ทุกคนมีความมุ่งมั่นลงมือทำตามที่ตกลงกัน ข้อมูล ข่าวสาร ได้รับการแบ่งปันอย่างเปิดเผย ทั่วถึง เมื่อใครทำผลงานได้ดี มีการยกย่องชมเชยกัน การตัดสินใจที่สำคัญ ได้รับความร่วมมืออย่างแข็งขันจากสมาชิกทุกคน ทุกคนเห็นคุณค่าของความแตกต่างของบุคคล และสนใจในจุดแข็งของความแตกต่างนั้น ทุกคนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองชัดเจน แต่ก็พร้อมที่จะทำหน้าที่แทนอีกคนได้ เมื่อจำเป็น ผู้นำทีม เอื้ออำนวยและสนับสนุนให้สมาชิกในทีมได้รู้จักกันมากกว่าในงาน ทุกคนมองว่าการยกระดับผลงานและเป้าหมายเป็นเรื่องปกติที่ทีมทำได้ ผู้นำทีมที่ต้องการสร้าง Synergy ให้เกิดขึ้นในทีมหรือระหว่างทีม มักใช้กิจกรรม Team Building หรือ Team Synergy เข้ามาช่วย ดร.มาแชล โกลด์สมิท ปรมาจารย์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการพัฒนาผู้นำและการพัฒนาพฤติกรรมคน ได้ย้ำว่า ทีมจะพัฒนาพฤติกรรมที่นำไปสู่ผลลัพธ์สูงสุดได้ สมาชิกในทีมควรได้ร่วมกันคิดยุทธวิธีในการพัฒนาขึ้นมาเอง ไม่ใช่ผู้นำเป็นคนคิดให้ ซึ่งท่านได้แนะนำขั้นตอนไว้ ดิฉันขอสรุปสั้นๆดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่หนึ่ง:ก่อนการจัดกิจกรรมใดๆ ให้สมาชิกในทีมทุกคนตอบแบบสอบถามเพื่อประเมินและหาข้อมูลก่อนว่าพวกเขามองว่า ในปัจจุบันทีมทำงานร่วมกันอย่างไร ประสิทธิผลอยู่ที่เท่าไหร่ และทีมที่ควรจะเป็นนั้นเป็นอย่างไรในอนาคต อาจให้ประเมินเป็นสเกลหนึ่งถึงสิบก็ได้ ให้สมาชิกในทีมได้คำนวณผลลัพธ์ที่ออกมา และคุยกันว่ามีความจำเป็นต้องปิดช่องว่างของประสิทธิผลที่เป็นอยู่กับประสิทธิผลที่ต้องการจะเป็นหรือไม่ จากนั้น ให้สมาชิกในทีม เลือกพฤติกรรมสองข้อ ที่ตนเองควรเปลี่ยน เพื่อให้ทีมบรรลุประสิทธิผลที่ต้องการ ขั้นตอนที่สอง เป็นช่วงที่ไปทำกิจกรรมผสมผสานความสนุกสนานร่วมกัน องค์กรควรบอกให้วิทยากรผู้เข้ามานำกิจกรรมเหล่านี้ได้ทราบความคาดหวังที่ได้ผลลัพธ์มาจากข้อหนึ่ง เพื่อออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องและตอบโจทย์การปิดช่องว่างต่างๆนั้น หากกิจกรรมต่างๆไม่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาของทีม จะทำให้สมาชิกสับสนได้และละทิ้งพฤติกรรมที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนที่สาม: หลังจากกิจกรรมร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านไป เมื่อกลับมาทำงาน ปัญหาหนึ่งที่ผู้นำสังเกตได้คือ การประสานงานแบบพลังทวีคูณเกิดขึ้นช่วงหนึ่ง แล้วก็หายไป คนส่วนใหญ่กลับเข้าสู่พฤติกรรมเดิมๆ ดังนั้น การกระตุ้นด้วยกิจกรรมสั้นๆ ตามมา เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เช่น มีกิจกรรมต่อเนื่องที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้พูดคุยขอ Feedback หรือคำแนะนำจากสมาชิกคนอื่นๆ ว่าสังเกตเห็นการพัฒนา เปลี่ยนแปลง หรือความคืบหน้าที่ตนเองได้ตั้งใจไว้หรือไม่ และขอคำแนะนำจากกันและกัน เมื่อผ่านไปสักสามถึงสี่เดือน ทีมอาจใช้แบบประเมินแบบที่ใช้ตอนต้นทาง อีกครั้ง และผู้นำทีมนำผลลัพธ์มาสื่อสารให้ฟังในการประชุม ผู้นำถือโอกาสชื่นชมทีมในการพัฒนาที่ดีขึ้น และหารือในด้านที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมต่อไป ดร.มาแชล โกลด์สมิท ได้พิสูจน์แล้วว่ากระบวนการดังกล่าวช่วยให้การพัฒนาทีมได้ผลและไม่เป็นการเสียเวลา ในการปรับเปลี่ยนด้านพฤติกรรม ท่านย้ำว่าจำเป็นต้องมีการติดตามผลโดยการให้ Feedback และการกระตุ้นๆบ่อยๆ ไม่ใช่ปีละครั้งหรือสองปีครั้ง กิจกรรมและการติดตามผล Team Building ไม่ควรนำให้สมาชิกในทีมชี้นิ้วไปที่ปัญหาของคนนั้น ปัญหาของคนนี้ หรือชี้นิ้วไปรอบด้าน แต่กระบวนการที่ ดร. มาแชล โกลด์สมิท แนะนำนี้เน้นให้ทีมมุ่งไปที่การพัฒนาทีมของตนและตนเอง เน้นให้เริ่มจากการปรับเปลี่ยนที่ตนเอง และการติดตามความคืบหน้าของตนเอง ระบบนี้จะช่วยให้ผู้นำบริหารเวลาของตนเองได้ดีกว่าด้วย อีกทั้งมีผลลัพธ์ที่สร้างร่วมกันกับทีม Download บทความ © Copyright – All rights reserved. ท่านสามารถแชร์ข้อมูลนี้ได้ เพื่อการพัฒนาตนเองและทีมงาน หรือเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไป ข้อห้าม***** ห้ามนำไปใช้ในการสอนหรืออบรมโดยวิทยากรที่ไม่ได้รับการรับรองจากแอคคอมกรุ๊ป ห้ามนำข้อมูลไปใช้ในการประชาสัมพันธ์เวปไซต์ หรือสินค้าและบริการอื่นๆ หากท่านต้องการสอบถามเพิ่มเติมในการนำข้อมูลไปใช้ กรุณาติดต่อแอคคอมกรุ๊ปได้ที่ info@aclc-asia.com

  • สร้างแรงจูงใจอย่างไร ให้ได้ใจ

    บุคลากรที่มีแรงจูงใจ มักคิดเชิงรุก ยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เร็ว มีประสิทธิภาพในงาน และมีความมั่นใจในตนเอง บุคลากรที่ขาดแรงจูงใจ สังเกตได้จากพฤติกรรมเช่น ขาด ลา มาสาย ให้บริการลูกค้าไม่ดี และประสิทธิภาพการทำงานลดลง ปัจจุบัน องค์กรต้องการรักษาคนดี คนเก่งไว้ให้ได้ และเน้นสร้างความผูกพันต่องานและองค์กร การสร้างแรงจูงใจ จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เมื่อสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ ผู้นำของเขาอาจเริ่มถามไถ่ หรือใช้การโค้ชเพื่อร่วมกันสร้างแรงจูงใจให้กลับมา การจะจูงใจคนให้ได้ใจและงาน ควรเข้าใจก่อนว่า แรงจูงใจมาจากสองแหล่ง คือ แรงจูงใจภายนอก และแรงจูงใจภายในตนเอง แรงจูงใจจากภายนอก เช่น การที่องค์กรให้ผลตอบแทนที่ดี ให้รางวัล เกียรติยศชื่อเสียง ให้คำชม หรือยกย่อง ถึงแม้แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวร แต่ก็มองข้ามไม่ได้ เพราะบุคลากรควรรับรู้ว่า องค์กรและผู้นำของเขาตอบแทนเขาในด้านนี้แบบยุติธรรม ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง ส่วนแรงจูงใจจากภายใน เกิดจากภายในตัวบุคคลเอง ไม่มีใครมาให้อะไร ก็อยากทำเต็มที่ อยากทำให้ดี ซึ่งอาจมาจากเจตคติของเขาเอง มาจากการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ ความพอใจเมื่อเห็นผลสำเร็จในสิ่งที่ทำ หรือความสนใจของตนเองในการทำอะไรสักอย่าง เช่น รู้สึกมีอิสระ มีความสมัครใจในการกระทำนั้น ๆ เป็นต้น การศึกษาในด้านแรงจูงใจของบุคคลชี้ให้เห็นว่า การใช้แรงจูงใจจากภายนอกอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ นอกจากนั้นการสร้างแรงจูงใจจากภายนอกถึงจะมีผลดี แต่ก็มีผลเสีย เช่น ทำให้บุคคลคาดหวังว่า จะทำอะไรต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยนเสมอ การตั้งรางวัลแบบแรงจูงใจภายนอกสำหรับงานหรือความทุ่มเทบางอย่าง อาจสร้างความกดดัน มากกว่าเป็นแรงขับ และความกดดันก็สามารถลดประสิทธิผลด้านความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลได้ ดังนั้น หากเป็นงานที่จำเป็นต้องใช้ความคิดขั้นสูง หรือต้องใช้ความคิดซับซ้อน และสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา จึงจำเป็นต้องเลือกเวลาในการให้แรงจูงใจจากภายนอกให้ดี แต่สิ่งที่ควรจัดสรรให้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ และขาดไม่ได้คือแรงจูงใจจากภายใน การสร้างบรรยากาศการทำงานให้เกิดแรงจูงใจจากภายใน ที่ผู้นำทีมสามารถทำได้คือ หนึ่ง การให้อิสระทางความคิดกับลูกทีมบ้าง เช่น เปิดโอกาสให้ลูกทีมได้ใช้ศักยภาพของตนเอง ได้มีอิสระในการคิด มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือได้ตัดสินใจด้วยตนเองบ้าง สองคือให้ความเชี่ยวชาญ เช่น การพัฒนาการทำงานให้เกิดความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง และได้รับการยอมรับ ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานด้านอื่น ๆ ด้วย สามคือ สื่อสารความหมายของสิ่งที่ลูกทีมทำ หรือกำลังมอบหมายให้เขาทำ เช่น เพื่ออะไร หรือเพื่อใคร ไม่ใช่บอกเพียงทำแล้วจะได้รับอะไร เราเห็นได้จากผู้ที่อุทิศตนไปช่วยงานเพื่อสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทน นั่นเป็นเพราะเขามีจุดประสงค์ที่มีความหมายสำหรับตัวเขาเอง ดังนั้น หากผู้นำช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาประสานเป้าหมายส่วนตนกับเป้าหมายของงานเข้าด้วยกันได้ ก็จะยิ่งกระตุ้นแรงจูงใจได้ดีขึ้น ที่สำคัญพฤติกรรมของผู้นำต้องไม่บั่นทอนแรงจูงใจของลูกทีม ตัวอย่างเช่น การทำในด้านตรงกันข้ามกับสามข้อที่กล่าวมา การสร้างแรงจูงใจที่ดี ก็จะทำให้เราได้ทั้งใจและได้ทั้งงาน นำไปสู่ความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสำเร็จด้วยกันทั้งทีม © Copyright – All rights reserved. ท่านสามารถแชร์ข้อมูลนี้ได้ เพื่อการพัฒนาตนเองและทีมงาน หรือเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไป ข้อห้าม***** ห้ามนำไปใช้ในการสอนหรืออบรมโดยวิทยากรที่ไม่ได้รับการรับรองจากแอคคอมกรุ๊ป ห้ามนำข้อมูลไปใช้ในการประชาสัมพันธ์เวปไซต์ หรือสินค้าและบริการอื่นๆ หากท่านต้องการสอบถามเพิ่มเติมในการนำข้อมูลไปใช้ กรุณาติดต่อแอคคอมกรุ๊ปได้ที่ info@aclc-asia.com

View All

Other Pages (98)

  • Microlearning | Accomm & Image International Co., Ltd.

    Enabler of “Learning at the Speed of Business” ©Copyright – AcComm Group Microlearning Anyone, Anywhere, Everyday Practical Tips, Tools and Techniques for Managing Yourself, Your People and Your Team จัดทำพิเศษ เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาที่ต่อเนื่อง ซื้อครั้งเดียว เรียนรู้ได้ทั้งองค์กร เรียนรู้ไอเดีย เคล็ดลับ และทักษะที่สำคัญที่สุดในยุค Digital Transformation "The Human Skills" ในรูปแบบกระชับ พอดีคำ Set 1: The Human Skills เรียนรู้เทคนิคในการพัฒนาตนเอง ทักษะที่ผู้นำและผู้จัดการทุกคนจำเป็นต้องใช้ ในการบริหารคน บริหารทีม และบริหารงานให้เกิดผลลัพธ์ และความสุขในทีม ​ พัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้นำยุคใหม่ และการบริหารจัดการเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิผล ​ เพิ่มหัวข้อพิเศษ เทคนิคการทำงานจากที่บ้าน (WFH) อย่างมีประสิทธิภาพ Read More ท่านจะได้รับ: ​ VTR Clips และเนื้อหาที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ในการพัฒนาตนเอง รวมทั้งนำไปใช้ในการโค้ชและสอนทีมงานของท่านได้ ​ ​ เนื้อหาระดับเวิล์ดคลาส โดยกูรูระดับโลก และโค้ชผู้บริหาร ​ โดยนำเสนอเป็นภาษาไทย ​ 21 หัวข้อ Tips & Techniques (31 VTR Clips) ตอบคำถามและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในการบริหาร การปฏิบัติงาน นำเสนอแบบกระชับ สั้น ตรงประเด็น ทันกาลในวิถีชีวิตใหม่ (Next Normal) ​ ​ เงื่อนไขการใช้งานที่ง่ายดาย ​ สำหรับการนำไปใช้งานภายในองค์กรได้นานเท่าที่ท่านต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาต่ออายุ ไม่จำกัดจำนวนผู้เรียนในองค์กร ในราคาที่เป็นกันเอง ​ ​ ​ รับชมตัวอย่าง Set 2: มีคำถาม อยากได้คำตอบ เรียนรู้เทคนิคและเคล็ดลับมากมาย เกี่ยวกับ การบริหารคน การโค้ช การบริการลูกค้า การขาย แนวทางในการสื่อสาร เช่น การเจรจาต่อรอง การเล่าเรื่อง (Storytelling) ภาพลักษณ์ผู้บริหาร (Executive Presence) และแนวคิดด้านระบบการเรียนรู้ และการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ Read More ท่านจะได้รับ: ​ VTR Clips และเนื้อหาที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ในการพัฒนาตนเอง รวมทั้งนำไปใช้ในการโค้ชและสอนทีมงานของท่านได้ ​ ​ เนื้อหาระดับเวิล์ดคลาส โดยกูรูระดับโลก และโค้ชผู้บริหาร ​ โดยนำเสนอเป็นภาษาไทย ​ 21 หัวข้อ Tips & Techniques (22 VTR Clips) ตอบคำถามแบบกระชับ ตรงประเด็น ​ ​ เงื่อนไขการใช้งานที่ง่ายดาย ​ สำหรับการนำไปใช้งานภายในองค์กรได้นานเท่าที่ท่านต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาต่ออายุ ไม่จำกัดจำนวนผู้เรียนในองค์กร ในราคาที่เป็นกันเอง ​ ​ ​ Set 3: IDEAS. INSPIRE. SUCCESS พบกับไอเดีย แนวคิดใหม่ๆ ที่ทันกาล ทักษะที่สำคัญที่สุด เพื่อความสำเร็จในยุค Digital Transformation ​ ชุดนี้ประกอบไปด้วย ไอเดียใหม่ๆ เคล็ดลับที่สำคัญต่อความอยู่รอด และความสำเร็จที่ยั่งยืน ของทีมงาน ของธุรกิจ และขององค์กร ​ ตัวอย่างหัวข้อ เช่น Life Long Learning Leading Gen Z Coaching in the Hybrid World Agile Team Critical Thinking Mindfulness Receiving Feedback with Grace ท่านจะได้รับ: ​ VTR Clips และเนื้อหาที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ในการพัฒนาตนเอง รวมทั้งนำไปใช้ในการโค้ชและสอนทีมงานของท่านได้ ​ ​ เนื้อหาระดับเวิล์ดคลาส โดยกูรูระดับโลก และโค้ชผู้บริหาร ​ โดยนำเสนอเป็นภาษาไทย ​ 20 หัวข้อ ตอบคำถามแบบกระชับ ตรงประเด็น ​ ​ เงื่อนไขการใช้งานที่ง่ายดาย ​ สำหรับการนำไปใช้งานภายในองค์กรได้นานเท่าที่ท่านต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาต่ออายุ ไม่จำกัดจำนวนผู้เรียนในองค์กร ในราคาที่เป็นกันเอง ​ ​ ​ Read More © Copyright Material – All rights reserved. AcComm & Image International Co., Ltd. สนใจซื้อลิขสิทธิ์เพื่อการนำไปใช้ในองค์กร กรุณาติดต่อรับราคาพิเศษจากแอคคอมกรุ๊ป ข้อมูล วีดิทัศน์ และโมเดลต่างๆ นี้เป็นลิขสิทธิ์ของแอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล เท่านั้น ห้ามทำสำเนา ห้ามดาวน์โหลด ห้ามนำไปใช้ในการสอนหรือดัดแปลงเพิ่มเติมใด ๆ ห้ามนำไปใช้ทางการค้า การประชาสัมพันธ์ใด ๆ โดยไม่ได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้มีอำนาจในการอนุมัติ การละเมิดลิขสิทธิ์จะได้รับการดำเนินการทางกฎหมาย All information, VDO and models are copyright materials and intellectual property of AcComm and Image International Co., Ltd.. No part of this publications can be used for commercial or any purposes by any other unauthorized instructors or organizations. All of these contents or models are not allowed to be downloaded or to be used in other places, servers, platforms or locations. They are not allowed to be repeated, delivered and are not allowed to be performed for any derivative works by any unauthorized instructors or users. Unauthorized uses or any infringement will be followed by legal actions. Contact us We are award winner of "Best Practice in Learning Transfer for Improving Business Bottom Line" ​​ From Asia's Coaching & Leadership & Excellence Awards organized in Singapore by WORLD HRD CONGRESS CMO Asia and CHRO Asia.

  • Think on Your Feet (R) | Thailand | AcComm & Image International

    Think on Your Feet® Global Leaders in Business Communications Training Training Coaching Management Essentials English I Thai Think on Your Feet® Exclusively delivered in Thailand by AcComm Group Over 95% of communication is informal and impromptu. Think on Your Feet® is the only workshop that addresses these situations; structure ideas, get to the point and be remembered. ​ Think on Your Feet® benefits professionals at all levels, transforming business communications. This workshop has successfully helped: ​ Executives: Navigate high-stakes situations Gain trust and respect Save time ​ Managers: Develop top talent Set clear objectives Boost productivity ​ Technical Teams Summarize complex information Communicate with non-specialists Speak with confidence ​ Sales/Customer Service Teams Manage objections Negotiate better Close deals faster ​ ​ This two-day customizable workshop will develop you to : Use the best communication strategy for any situations Structure a topic into bite-sized chunks for easy retention Present ideas clearly, concisely and memorably Communicate and influence with impact in any situations Contact Us © Copyright - Think on Your Feet® is the registered trademark and an intellectual property of Think on Your Feet International, Inc.. It is owned and copyrighted by Think on Your Feet International. Inc., and AcComm & Image International Co;, Ltd. is the only authorized and legally qualified company who is able to deliver Think on Your Feet® in Thailand (Exclusive Right in Thailand). Benefits : Decreased cost, improved productivity, avoided costs of ambiguity. Increased revenue, more persuasive people, business advantages, customers and employees engagement. ​ ​ Download ทำแบบประเมินทักษะ Think on Your Feet © ของท่าน Click © Copyright - Think on Your Feet® is the registered trademark and an intellectual property of Think on Your Feet International, Inc.. It is owned and copyrighted by Think on Your Feet International. Inc., and AcComm & Image International Co;, Ltd. is the only authorized and legally qualified company who is able to deliver Think on Your Feet® in Thailand (Exclusive Right in Thailand). Think on Your Feet International, Inc.. and AcComm & Image International will enforce its right against any copying or other infringement, trademark and intellectual property rights. หลักสูตร Think on Your Feet® รวมทั้งโมเดลต่างๆ คู่มือและการสอน เป็นลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายของ Think on Your Feet International, Inc. และบริษัทแอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวถูกต้องตามกฎหมายให้สามารถสอนและถ่ายทอดหลักสูตร Think on Your Feet® ในประเทศไทย (Exclusive Right) การลอกเลียนแบบเนื้อหาหรือองค์ความรู้ใดๆ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของหลักสูตร รวมถีงดัดแปลงบางส่วนหรือส่วนใดก็ตาม ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย หรือภาษาใดๆก็ตาม เป็นสิ่งผิดกฏหมาย Think on Your Feet International, Inc.. และบริษัทแอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะดำเนินการทางกฎหมายรวมถึงปรับค่าเสียหายให้ถึงที่สุดกับผู้ที่พยายามลอกเลียนแบบ ผู้ที่ทำสำเนา ผู้ที่นำไปดัดแปลง หรือนำไปส่งต่อ หรือใช้ในรูปแบบใดก็ตาม โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์. Think on Your Feet® for Managers

  • อบรม Think on Your Feet (R) | Thailand | AcComm & Image International

    Think on Your Feet® Global Leaders in Business Communications Training Training Coaching Management Essentials Thai I English Think on Your Feet® ลิขสิทธิ์การสอนที่เดียวในประเทศไทย โดย แอคคอมกรุ๊ป Think on Your Feet® เป็นหลักสูตรเดียวในโลก ที่เน้นทักษะและฝึกปฏิบัติการสื่อสาร ในสถานการณ์ที่ท่านไม่คาดคิด ช่วยให้ท่านเรียบเรียงความคิดเป็นระบบได้อย่างรวดเร็ว และถ่ายทอดความคิดให้ผู้อื่นเข้าใจท่านโดยง่ายดาย อีกทั้งสามารถโน้มน้าวจูงใจผู้อื่นได้ดีเยี่ยม เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ท่านได้ ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าท่านจะมีเวลาเตรียมตัว มีเวลาจำกัด หรืออยู่ภายใต้ความกดดัน และสถานการณ์ที่ท้าทายต่าง ๆ หลักสูตร Think on Your Feet® ได้ช่วยให้ผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับที่เข้าอบรมจากทั่วโลก ได้เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของงาน และสัมพันธภาพด้วยความสำเร็จมาแล้ว การฝึกปฏิบัติสามารถปรับตามความคาดหวังของระดับงานของผู้เข้าอบรม ตัวอย่างการปรับกรณีศึกษา เพื่อฝึกปฏิบัติขององค์กรที่ผ่านมา เช่น ​ ผู้บริหารระดับสูง (Executives) การรับมือกับสถานการณ์การสื่อสารที่จัดการยาก และมีผลกระทบสูง สร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ได้รับความเคารพ ประหยัดเวลา ​ ผู้จัดการ (Managers) พัฒนาความสามารถของบุคลากร สื่อสารเป้าหมายที่มีความชัดเจน เพิ่มผลิตภาพในการปฏิบัติงาน (Productivity) ​ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค (Technical Teams) นำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนให้ผู้ฟังเข้าใจได้โดยง่ายและรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ที่ไม่มีข้อมูลด้านเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความมั่นใจในการสื่