Leading Across Generations: เมื่อคำพูดเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน
- Atchara Juicharern, Ph.D.

- 6 hours ago
- 2 min read
Leading Across Generations:
เมื่อคำพูดเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน
(Multigenerational Leadership - for English language, please click here)
ภาวะผู้นำในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการตัดสินใจให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถในการทำให้ผู้คนที่เติบโตมาในโลกที่แตกต่างกัน สามารถตีความบทสนทนาเดียวกันในห้องประชุมเดียวกันได้
เมื่อ Baby Boomers, Gen X, Millennials และ Gen Z ทำงานร่วมกัน ความท้าทายของผู้นำ จึงไม่ใช่เพียงการจัดการคน แต่คือการออกแบบบทสนทนา
เมื่อคำถามเดียวกัน ถูกตีความต่างกัน
หลังจากผู้นำถาม “คุณคิดว่าเราควรทำอย่างไรต่อดี?” ห้องประชุมเงียบไปชั่วครู่
ผู้จัดการอาวุโสที่ทำงานในองค์กรมากว่าสามสิบปีนั่งนิ่ง เขากำลังรอฟังว่าผู้นำจะให้ทิศทางอย่างไร
ในขณะเดียวกัน พนักงานรุ่นใหม่เริ่มเสนอไอเดียทันที เพราะเขาคิดว่าผู้นำกำลังเปิดพื้นที่ให้ทุกคน brainstorm
คำถามเดียวกัน แต่คนในห้องประชุมกำลังได้ยิน คนละความหมาย และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรทั่วโลก ไม่ใช่เพราะคนไม่เข้าใจกัน แต่เพราะพวกเขา เติบโตมาในโลกที่แตกต่างกัน
บทความนี้ เราจะมาสำรวจประเด็นสำคัญต่อไปนี้:
เหตุใดบทสนทนาระหว่าง Generation จึงกลับมามีความสำคัญอีกครั้งในโลกการทำงานปัจจุบัน
โลกที่แตกต่างกันหล่อหลอมวิธีคิดและมุมมองในการทำงานอย่างไร
ความหลากหลายระหว่าง Generation ส่งผลต่อการออกแบบเส้นทางอาชีพ (Career Design) อย่างไร
เหตุใดองค์กรจึงต้องมี “Adapter” ของบทสนทนา เมื่อมุมมองของผู้คนแตกต่างกัน
โมเดล Generational Conversation Adapter Model ของ AcComm Group
ข้อคิดเชิงภาวะผู้นำ สำหรับการนำทีมที่มีหลาย Generation ทำงานร่วมกัน

I. ทำไมเรื่อง Generation จึงกลับมาสำคัญอีกครั้ง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพูดถึงความแตกต่างระหว่าง Generation ในโลกการทำงานเริ่มลดความสำคัญลง หลายคนกังวลว่าการแบ่งผู้คนตาม Generation อาจนำไปสู่การเหมารวม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของโลกการทำงานในปัจจุบันมีความพิเศษกว่าที่เคย เป็นครั้งแรกที่ สี่หรือห้ารุ่นทำงานร่วมกันในองค์กร ในช่วงเวลาเดียวกับที่.....
เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด
องค์กรกำลังเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
และความคาดหวังต่อภาวะผู้นำกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อปัจจัยเหล่านี้มาบรรจบกัน จึงส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ผู้คน ตีความการทำงาน ภาวะผู้นำ และบทสนทนาในชีวิตประจำวันขององค์กร
ในช่วงเวลาที่องค์กรจำนวนมากกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล หรือการนำ AI เข้ามาใช้ ความแตกต่างระหว่าง Generation จึงไม่ได้เป็นเพียงความหลากหลายของทีม แต่กลายเป็น ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
Generation ที่มีประสบการณ์ยาวนานมักมีความเข้าใจระบบ ธุรกิจ และความเสี่ยงในเชิงลึก ในขณะที่ Generation ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีใหม่ มักมีความคล่องตัว ในการทดลองเครื่องมือและวิธีทำงานรูปแบบใหม่
องค์กรที่สามารถเชื่อมสองมุมมองนี้เข้าด้วยกันได้ มักสามารถเปลี่ยนผ่านองค์กรได้เร็วกว่า และตัดสินใจได้อย่างสมดุลมากขึ้น
ประสบการณ์เกี่ยวกับความเชื่อถือที่แตกต่างกัน
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อมุมมองของแต่ละ Generation คือประสบการณ์เกี่ยวกับ ความเชื่อถือ อำนาจ และภาวะผู้นำ
สำหรับบาง Generation ความเชื่อถือถูกสร้างผ่านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระยะยาว และโครงสร้างที่ชัดเจน ในขณะที่ Generation ที่อายุน้อยกว่า มักสร้างความเชื่อถือผ่าน ความโปร่งใส การเปิดบทสนทนา และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ประสบการณ์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ทำให้แต่ละ Generation มีความคาดหวังต่อผู้นำต่างกัน และตีความคำถามของผู้นำในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน

II. โลกที่ต่างกัน หล่อหลอมวิธีคิดที่ต่างกัน
องค์กรมีสี่หรือห้า Generation ทำงานเคียงข้างกัน แต่ละ Generation เติบโตมาในบริบทของโลกที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง:
Generation | ช่วงปีเกิด | บริบทของโลกที่เติบโตมา |
Baby Boomers | 1946–1964 | โลกหลังสงครามและความมั่นคง |
Generation X | 1965–1980 | โลกาภิวัตน์และการปรับโครงสร้างองค์กร |
Millennials | 1981–1996 | การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและ โซเชียลมีเดีย |
Generation Z | 1997–2012 | ยุคสมาร์ตโฟน |
Generation Alpha | 2013–ปัจจุบัน | ยุค AI |
บริบทเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิธีที่ผู้คนคิด เรียนรู้ และตีความบทสนทนา
นักวิชาการด้านวัฒนธรรม เช่น Geert Hofstede และ Edward T. Hall อธิบายว่าผู้คนมีความแตกต่างกันในการรับรู้เรื่องอำนาจ โครงสร้าง และบริบทของการสื่อสาร
แม้กรอบแนวคิดเหล่านี้จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบันเราพบรูปแบบที่คล้ายกัน ระหว่าง Generation ภายในองค์กรเดียวกัน
เมื่อโลกต่างกัน วิธีทำงานจึงต่างกัน
เมื่อเติบโตมาในโลกที่ต่างกัน แต่ละ Generation จึงมีแนวโน้มแตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น
วิธีตีความบทบาทของผู้นำ
ความสบายใจต่อความไม่แน่นอน
ความคาดหวังต่อ feedback
ความเร็วในการตัดสินใจ
วิธีมีส่วนร่วมในการสนทนา
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า Generation ใดทำงานได้ดีกว่าอีก Generation หนึ่ง แต่มันสะท้อนเพียงว่า ผู้คนกำลังใช้กรอบความคิดที่ถูกสร้างขึ้นจากโลกที่แตกต่างกัน
III. Generation และการออกแบบ Career ในโลกใหม่
ในอดีต เส้นทางอาชีพในองค์กรค่อนข้างชัดเจน หลายคนเริ่มต้นในตำแหน่งหนึ่ง และค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามลำดับขั้น แต่ในโลกการทำงานปัจจุบัน Career มีลักษณะเป็น Dynamic Career Path มากขึ้น หลายคนเปลี่ยนบทบาท เปลี่ยนทักษะ หรือแม้แต่เปลี่ยนอุตสาหกรรมหลายครั้งตลอดชีวิตการทำงาน
ความแตกต่างระหว่าง Generation จึงสามารถกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญขององค์กร คนที่มีประสบการณ์ยาวนานมักนำมาซึ่งวิจารณญาณ ความเข้าใจระบบ และมุมมองเชิงกลยุทธ์
ขณะที่คนรุ่นใหม่มักมีความคล่องตัวในการใช้เครื่องมือใหม่และวิธีการทำงานรูปแบบใหม่
การเรียนรู้จึงไม่ได้ไหลจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดเป็น Two-way Learning
องค์กรที่เข้าใจความแตกต่างนี้ มักสามารถออกแบบการพัฒนาคน และการสร้าง Career Path ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์โลกใหม่ได้ดีกว่า
IV. เมื่อโลกต่างกัน องค์กรจึงต้องมี “Adapter”
ลองจินตนาการว่าเรากำลังเดินทางไปหลายประเทศ ปลั๊กไฟแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บางประเทศใช้หัวแบน บางประเทศใช้หัวกลม แต่มีเครื่องมือหนึ่ง ที่ทำให้ทุกอย่างใช้งานร่วมกันได้ นั่นคือ Universal Adapter
Adapter ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบปลั๊กของแต่ละประเทศ แต่มันช่วยให้ระบบที่ต่างกันเชื่อมต่อกันได้ ทีมที่มีหลาย Generation ก็คล้ายกัน วิธีคิดของแต่ละ Generation เปรียบเหมือนปลั๊กที่มีรูปแบบต่างกัน การพยายามทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันอาจไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่องค์กรต้องการจริง ๆ คือ Adapter ของบทสนทนา

การโค้ชทำหน้าที่เหมือน Adapter ของบทสนทนาในภาวะผู้นำ มันไม่ได้ทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ช่วยให้ผู้คนจากโลกที่แตกต่างกัน เชื่อมต่อความคิดกันได้ การโค้ชไม่ได้เริ่มจากคำตอบ แต่เริ่มจาก คำถาม
คำถามที่ดีช่วยให้ผู้คน
อธิบายมุมมองของตนเอง
เชื่อมโยงประสบการณ์ที่แตกต่าง
และสร้างความเข้าใจร่วมกัน
เมื่อผู้นำใช้คำถามแทนคำสั่ง บทสนทนาจะเปลี่ยนจาก “ใครถูก ใครผิด” ไปสู่ “เราจะเข้าใจสถานการณ์นี้ร่วมกันได้อย่างไร”
V. AcComm Group’s Generational Conversation Adapter Model
ในบทสนทนา แต่ละ Generation มองโลกผ่านเลนส์ที่ต่างกัน
Context Lens – โลกที่พวกเขาเติบโตมา
Expectation Lens – ประสบการณ์ที่มีต่อผู้นำและอำนาจ
Communication Lens – รูปแบบการสื่อสารที่คุ้นเคย
เมื่อผู้นำสื่อสารผ่านเลนส์ของตนเองเพียงอย่างเดียว ความคลาดเคลื่อนในการตีความจึงเกิดขึ้นได้ง่าย การโค้ชนำแนวทางที่แตกต่างเข้ามา แทนที่จะให้คำตอบ ผู้นำใช้คำถามเพื่อเชื่อมมุมมอง คำถามเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็น Adapter ของบทสนทนา ซึ่งช่วยให้เลนส์ของแต่ละ Generation เชื่อมต่อกัน
กระบวนการมักเกิดขึ้นตามลำดับดังนี้

IV. Leadership Insight
ความท้าทายของทีมที่มีหลาย Generation ไม่ใช่ความแตกต่างของอายุ แต่คือความแตกต่างของการตีความ และภาวะผู้นำในวันนี้ คือความสามารถในการเชื่อมการตีความเหล่านั้น ให้เกิดการตัดสินใจร่วมกัน
เมื่อหลาย Generation ทำงานร่วมกัน ผู้นำอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้ แต่ผู้นำสามารถออกแบบ บทสนทนา ที่ช่วยให้ทุกคนคิดร่วมกันได้
ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และองค์กรต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของผู้นำไม่ได้วัดจากการมีคำตอบที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่จากความสามารถในการเชื่อมมุมมองของผู้คนที่เติบโตมาในโลกที่แตกต่างกัน
เมื่อบทสนทนาเชื่อมต่อกันได้ ความแตกต่างระหว่าง Generation ก็ไม่ใช่อุปสรรคขององค์กรอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น พลังของการเรียนรู้ นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านองค์กร
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่สำคัญที่ Coaching กำลังกลายเป็นภาษาของผู้นำ ในโลกที่มีหลาย Generation ทำงานร่วมกัน
Key Insights in Brief: Multigenerational Leadership
Leading Across Generations: เมื่อคำพูดเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน
1. ความท้าทายของทีมที่มีหลาย Generation ไม่ใช่เรื่องอายุ แต่คือเรื่องการตีความ
คนต่าง Generation อาจได้ยินคำถามเดียวกัน แต่ตีความความหมายต่างกัน เพราะเติบโตมาในบริบทของโลกและเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนกัน
2. เทคโนโลยีไม่ได้แค่เปลี่ยนเครื่องมือ แต่เปลี่ยนวิธีคิดของคนแต่ละ Generation
จากโลกก่อนดิจิทัล สู่โลกอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน และ AI แต่ละ Generation จึงมีมุมมองต่ออำนาจ การเรียนรู้ และการตัดสินใจที่แตกต่างกัน
3. ความแตกต่างระหว่าง Generation สามารถกลายเป็นทรัพยากรขององค์กร
Generation ที่มีประสบการณ์ยาวนานมักมี judgement และความเข้าใจระบบ ในขณะที่ Generation ใหม่ มักมีความคล่องตัวด้านเทคโนโลยีและวิธีทำงานใหม่ องค์กรที่เชื่อมสองมุมมองนี้เข้าด้วยกันได้ มักสามารถเปลี่ยนผ่านองค์กรได้เร็วกว่า
4. การเรียนรู้ในองค์กรยุคใหม่ ไม่ใช่ One-way Learning อีกต่อไป
การถ่ายทอดความรู้ไม่ได้ไหลจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดเป็น Two-way Learning ที่แต่ละ Generation เรียนรู้จากกันและกัน
5. Coaching คือ Adapter ของบทสนทนาในองค์กรยุคใหม่
การโค้ชไม่ได้ทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ช่วยให้ผู้คนจากโลกที่แตกต่างกันสามารถเข้าใจมุมมองของกันและกัน และสร้างการตัดสินใจร่วมกันได้
©Copyright - All rights reserved.
เขียนโดย:
ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ (Ph.D., MCC) เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AcComm Group องค์กรที่ให้บริการด้านการพัฒนาองค์กร พัฒนาภาวะผู้นำและการสร้าง Coaching Culture ในองค์กร ได้รับการยกย่องให้เป็น #1 Coach in Asia จากโครงการ Thinkers50 Marshall Goldsmith Coaching Award และได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Top 50 Global Coaches โดย Thinkers50 และ Coaching.com





Comments