top of page

Enabler of  “Learning at the Speed of Business”

Search Results

92 results found with an empty search

  • Learning as a Skill

    Learning as a Skill ในโลกที่ทักษะใหม่เกิดขึ้นเร็ว และทักษะเดิมหมดอายุเร็วขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญของผู้นำและองค์กรอาจไม่ใช่แค่ “เราควรเรียนรู้อะไรเพิ่ม?” แต่อาจต้องถามให้ลึกขึ้นว่า “เราเรียนรู้เก่งพอหรือยัง?” เพราะในยุคนี้ การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการเข้าหลักสูตร อ่านหนังสือ หรือสะสมความรู้ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือความสามารถในการสังเกตตัวเอง เปิดรับมุมมองใหม่ ทดลอง ปรับตัว รับ feedback และเปลี่ยนประสบการณ์ให้กลายเป็นความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริง บางคนมีทักษะมากมาย แต่ไม่สามารถเรียนรู้จากความล้มเหลว บางคนมีความรู้มากมาย แต่ไม่สามารถ unlearn ความเชื่อเดิมที่ไม่ช่วยแล้ว บางองค์กรลงทุนกับ training มากมาย แต่ learning ไม่รอดในงานจริง นั่นทำให้ “learning how to learn” กลายเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุด ของคนทำงานยุคใหม่ และ Learning ก็เป็นหนึ่งในทักษะในตัวมันเองด้วย คนที่เรียนรู้เก่ง ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่รู้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยน องค์กรที่เรียนรู้เก่ง ไม่ใช่องค์กรที่จัดอบรมมากที่สุด แต่คือองค์กรที่สร้างรูปแบบวัฒนธรรมให้คนคิด ทบทวน ทดลอง และเติบโตจากงานจริงได้ทุกวัน อย่างเช่น วัฒนธรรมการโค้ช เพราะอนาคตไม่ได้เป็นของคนที่มีทักษะมากที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นของคนและองค์กรที่ “เรียนรู้ได้เร็วกว่า ลึกกว่า และต่อเนื่องกว่า” Learning as a Skill In a world where new skills emerge quickly, and existing skills become outdated faster than ever, the most important question for leaders and organizations may no longer be: “What new skills should we learn?” Perhaps the deeper question is: “Are we good enough at learning itself?” Learning today is not just about attending courses, reading books, or accumulating knowledge. It is the ability to observe ourselves, stay open to new perspectives, experiment, adapt, receive feedback, and turn experience into insight that can be applied in real work. Some people have many skills, but struggle to learn from failure. Some people have deep knowledge, but struggle to unlearn beliefs that no longer serve them. Some organizations invest heavily in training, but learning does not survive the pressure of daily work. This is why “learning how to learn” may be one of the most important capabilities of our time. A good learner is not someone who knows everything. A good learner is someone who knows how to learn when the world changes. A learning organization is not necessarily the one that runs the most training program. It is the one that creates the conditions for people to think, reflect, experiment, and grow through real work every day. These are the conditions a coaching culture makes possible. The future may not belong to those who have the most skill. It may belong to those who can learn faster, deeper, and more continuously. Learning is a skill. And perhaps, it is the skill behind all future skills. Article by Atchara Juicharern, Ph.D. © Copyright - All rights reserved.

  • ทำไม LEGO® SERIOUS PLAY® จึงช่วยให้องค์กรเรียนรู้ได้ลึกกว่าเวิร์กช็อปทั่วไป (LEGO Serious Play Workshop Thailand)

    AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop โดยผสานแนวคิด Constructivism, Constructionism ความเชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ วัฒนธรรมการโค้ช และการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพื่อช่วยองค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อนให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความหมายร่วม บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ และการลงมือทำร่วมกัน LEGO Serious Play Workshop Thailand "Constructivism คือแนวคิดที่มองว่า การเรียนรู้เกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนสร้างความหมายจากประสบการณ์ของตนเอง Constructionism ต่อยอดแนวคิดนี้ โดยเน้นว่า การเรียนรู้ลึกขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างบางสิ่ง ที่จับต้องได้ LEGO® SERIOUS PLAY® เป็นวิธีการที่ช่วยให้องค์กรเรียนรู้ ผ่านการสร้างโมเดล การเล่าเรื่อง และการสร้างความหมายร่วม" ทำไม LEGO® SERIOUS PLAY® จึงช่วยให้องค์กรเรียนรู้ได้ลึกกว่าเวิร์กช็อปทั่วไป จากการสร้างความหมาย สู่การสร้างโมเดลที่มองเห็นได้ หลายองค์กรต้องการให้ผู้บริหารและทีมงาน “เข้าใจตรงกัน” มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลยุทธ์ การทำงานร่วมกัน วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำ หรือการเปลี่ยนแปลง แต่ความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว และไม่ได้เกิดจากการรับข้อมูลมากขึ้นเสมอไป ในมุมของการเรียนรู้ มีสองแนวคิดที่ช่วยอธิบายพลังของ LEGO® SERIOUS PLAY® ได้อย่างชัดเจน Constructivism คือ learning by making meaning การเรียนรู้เกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนสร้างความหมายจากประสบการณ์ ความคิด และมุมมองของตนเอง Constructionism คือ learning by making things การเรียนรู้ลึกขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างบางสิ่งที่จับต้องได้ และใช้สิ่งนั้นเป็นสื่อในการคิด สื่อสาร และสะท้อนความเข้าใจ นี่คือเหตุผลที่ LEGO® SERIOUS PLAY® METHOD ไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือการเล่น LEGO® ในห้องอบรม แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้คน “สร้างความหมาย” ผ่านการ “สร้างสิ่งของ” เมื่อผู้เข้าร่วมสร้างโมเดลด้วยมือ เขาไม่ได้เพียงต่อชิ้นส่วน LEGO® เข้าด้วยกัน แต่กำลังแปลงความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ สมมติฐาน และประสบการณ์ภายใน ออกมาเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ สิ่งที่เคยอยู่ในหัว จึงมาอยู่บนโต๊ะ สิ่งที่พูดยาก จึงพูดได้ง่ายขึ้น สิ่งที่แต่ละคนเข้าใจไม่เหมือนกัน จึงเริ่มถูกมองเห็นร่วมกัน สำหรับองค์กร นี่คือจุดสำคัญมาก เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่เก่ง แต่อยู่ที่คนให้ความหมายกับสิ่งเดียวกันไม่เหมือนกัน คำว่า “กลยุทธ์” อาจมีความหมายหนึ่ง สำหรับผู้บริหาร แต่มีอีกความหมายหนึ่งสำหรับทีมหน้างาน คำว่า “การเปลี่ยนแปลง” อาจเป็นโอกาสสำหรับองค์กร แต่เป็นความกังวลสำหรับพนักงานบางคน คำว่า “Collaboration” อาจฟังดูดีในแผนงาน แต่ในชีวิตจริง อาจหมายถึงความรับผิดชอบทับซ้อน การสื่อสารไม่ชัด หรือการตัดสินใจที่ล่าช้า LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วยให้องค์กรเห็นความหมายที่แตกต่างเหล่านี้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมไม่ได้แค่พูดว่า “ฉันเห็นด้วย” หรือ “ฉันไม่เห็นด้วย”แต่สร้างโมเดล เล่าเรื่อง อธิบายความหมาย และฟังความหมายของผู้อื่น จากตรงนี้ การเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่การรับข้อมูลแต่เป็นการสร้างความเข้าใจร่วม และเมื่อความเข้าใจร่วมชัดขึ้น องค์กรก็สามารถต่อยอดไปสู่ Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Cross-functional Collaboration และ Culture Transformation ได้ดีขึ้น นี่คือแนวทางที่ AcComm Group นำมาใช้ในการออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop สำหรับองค์กรในประเทศไทยและเอเชีย AcComm Group ไม่ได้มอง LSP เป็นเพียงกิจกรรมสนุกในห้องอบรม แต่มองว่า LSP คือกระบวนการออกแบบบทสนทนาเชิงลึก ที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมกัน ด้วยประสบการณ์ด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop ที่เชื่อมโยงกับโจทย์จริงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการจัดแนวกลยุทธ์ การพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างความร่วมมือข้ามสายงาน การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม หรือการสร้าง Coaching Culture เพราะหัวใจของ LEGO® SERIOUS PLAY® ไม่ใช่ตัวต่อ แต่คือความหมายที่คนสร้างผ่านตัวต่อ และหัวใจของเวิร์กช็อปที่ดี ไม่ใช่แค่การทำให้คนมีส่วนร่วม แต่คือการทำให้คนมองเห็นสิ่งที่ตนเองคิด ฟังสิ่งที่ผู้อื่นให้ความหมาย และสร้างความเข้าใจร่วมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงGO Serious Play Workshop Thailand Frequently Asked Questions: FAQ 1: Constructivism คืออะไร? Constructivism หรือแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง มักเชื่อมโยงกับนักจิตวิทยาพัฒนาการชาวสวิส Jean Piaget ซึ่งมองว่าผู้เรียนไม่ได้รับความรู้แบบตรง ๆ จากผู้สอนเท่านั้น แต่เป็นผู้สร้างความเข้าใจ และความหมายจากประสบการณ์ ความคิด และมุมมองของตนเอง Constructivism คือ learning by making meaning หรือการเรียนรู้ผ่านการสร้างความหมาย FAQ 2: Constructionism คืออะไร? Constructionism เป็นแนวคิดการเรียนรู้ที่พัฒนาและเผยแพร่โดย Seymour Papert นักคณิตศาสตร์ นักการศึกษา และนักวิจัยจาก MIT ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิด Constructivism ของ Jean Piaget Constructionism เน้นว่าการเรียนรู้จะลึกขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างบางสิ่งที่จับต้องได้ เช่น โมเดล แผนภาพ เรื่องเล่า โปรแกรม งานออกแบบ หรือชิ้นงานสร้างสรรค์อื่น ๆ Constructionism คือ learning by making things หรือการเรียนรู้ผ่านการสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรม FAQ 3: Constructivism และ Constructionism เกี่ยวข้องกับ LEGO® SERIOUS PLAY® อย่างไร? LEGO® SERIOUS PLAY® เชื่อมโยงกับ Constructivism เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงรับฟังข้อมูล แต่สร้างความหมายจากประสบการณ์ ความคิด และมุมมองของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Jean Piaget เรื่องการสร้างความรู้ผ่านประสบการณ์ ขณะเดียวกัน LEGO® SERIOUS PLAY® ยังเชื่อมโยงกับ Constructionism ของ Seymour Papert เพราะผู้เข้าร่วมได้สร้างโมเดลที่จับต้องได้ เพื่อใช้เป็นสื่อในการคิด เล่าเรื่อง ฟังกัน และสร้างความเข้าใจร่วม กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ LSP ช่วยให้คนเรียนรู้ทั้งจากการ สร้างความหมาย และการ สร้างสิ่งของ FAQ 4: LEGO® SERIOUS PLAY® เหมาะกับองค์กรเรื่องใด? LEGO® SERIOUS PLAY® เหมาะกับองค์กรที่ต้องการสร้าง Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Cross-functional Collaboration, Culture Transformation, Innovation และ Coaching Culture เพราะ LSP ช่วยให้ประเด็นซับซ้อน กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ จับต้องได้ และพูดคุยร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรต้องการให้ผู้คนสร้างความหมายร่วม ไม่ใช่เพียงรับฟังคำอธิบายจากผู้นำหรือผู้บรรยาย FAQ 5: AcComm Group เชี่ยวชาญ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop อย่างไร? AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop สำหรับองค์กร โดยผสาน LSP เข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation แนวทางของ AcComm Group ให้ความสำคัญกับทั้งการสร้างความหมายร่วมตามแนวคิด Constructivism และการเรียนรู้ผ่านการสร้างโมเดลที่จับต้องได้ตามแนวคิด Constructionism เพื่อช่วยองค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ บทสนทนาเชิงลึก ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เขียนโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ | CEO - AcComm Group AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop สำหรับองค์กรในประเทศไทยและเอเชีย ผสาน LEGO® SERIOUS PLAY® เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ วัฒนธรรมการโค้ช บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ และการเปลี่ยนแปลงองค์กร ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ และ AcComm Group ช่วยองค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความหมายร่วม และการลงมือทำร่วมกันผ่าน LEGO® SERIOUS PLAY® METHOD © Copyright - All rights reserved. #ช่วยแนะนำวิทยากรที่สอน Lego Serious Play #ช่วยแนะนำ Lego Serious Play Facilitator #ใครเป็นฟา Lego Serious Play

  • LEGO® SERIOUS PLAY® Facilitator and Workshop in Thailand

    LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วย Strategic Alignment อย่างไร จากกลยุทธ์บนสไลด์ สู่ความเข้าใจร่วมและการลงมือทำจริง หลายองค์กรไม่ได้ขาดกลยุทธ์ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มีแผนธุรกิจ มีเป้าหมายมี KPI มี Roadmap และมีการสื่อสารทิศทางองค์กรอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อถึงเวลานำกลยุทธ์ไปใช้จริง กลับพบปัญหาที่คุ้นเคย คนละฝ่ายตีความเป้าหมายไม่เหมือนกัน ผู้บริหารเห็นภาพใหญ่ แต่ทีมหน้างานเห็นข้อจำกัด บางทีมเข้าใจว่าอะไรคือ Priority แต่บางทีมยังทำงานตามความเคยชินเดิม บางคนพูดว่า “เรามี Alignment กันแล้ว” แต่เมื่อต้องตัดสินใจจริง กลับเลือกคนละทิศทาง บางองค์กรมี Strategy ที่ดูดีมากบนสไลด์ แต่พอเข้าสู่การทำงานจริง กลับไม่เกิดพฤติกรรมใหม่ นี่คือปัญหาสำคัญของ Strategic Alignment กลยุทธ์ไม่ได้ล้มเหลวเสมอไปเพราะคิดไม่ดี แต่หลายครั้งล้มเหลวเพราะคนในองค์กร เข้าใจไม่ตรงกัน เห็นภาพไม่เหมือนกัน และยังไม่ได้สร้างความหมายร่วมกันอย่างเพียงพอ ในฐานะบริษัทที่ทำงานด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation กับองค์กรชั้นนำในประเทศไทยและเอเชีย AcComm Group มองว่า Strategic Alignment ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารกลยุทธ์ให้ดังขึ้นหรือถี่ขึ้นเท่านั้น แต่เกิดจากการทำให้ผู้คนในองค์กรได้คิดร่วมกัน เห็นร่วมกัน พูดคุยร่วมกัน และเชื่อมโยงบทบาทของตนเองเข้ากับทิศทางองค์กรอย่างแท้จริง หนึ่งในกระบวนการที่ AcComm Group นำมาใช้เพื่อสนับสนุน Strategic Alignment คือ LEGO® SERIOUS PLAY® หรือ LSP ซึ่งช่วยเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นโมเดลที่จับต้องได้ มองเห็นได้ และใช้เป็นฐานของบทสนทนาเชิงกลยุทธ์ได้อย่างลึกซึ้ง Strategic Alignment คืออะไร และทำไมการสื่อสารอย่างเดียวไม่พอ Strategic Alignment ไม่ใช่เพียงการที่ทุกคนรู้ว่าองค์กรมีเป้าหมายอะไร แต่คือการที่ผู้บริหาร ผู้จัดการ และทีมงานสามารถเข้าใจได้ว่า องค์กรกำลังมุ่งไปทางไหน อะไรคือเรื่องสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ แต่ละทีมมีบทบาทอย่างไรต่อภาพใหญ่ เราต้องตัดสินใจอย่างไร เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายระยะสั้นกับทิศทางระยะยาว และเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอะไร เพื่อให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง หลายองค์กรสื่อสารกลยุทธ์ไปแล้ว แต่ยังไม่เกิด Alignment เพราะการสื่อสารมักเป็นแบบทางเดียว ผู้บริหารประกาศทิศทาง หัวหน้าถ่ายทอดเป้าหมาย ทีมรับฟัง ทุกคนพยักหน้า แล้วกลับไปทำงานแบบเดิม ปัญหาคือ การรับฟังไม่ได้แปลว่าเข้าใจ การเข้าใจไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย และการเห็นด้วยไม่ได้แปลว่าจะลงมือทำในสถานการณ์จริงได้ Strategic Alignment ที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การ “รู้ข้อความเดียวกัน” แต่คือการ “สร้างความหมายร่วมกัน” ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อกลยุทธ์ไม่ถูกแปลงเป็นความเข้าใจร่วม ในหลายองค์กร คำสำคัญทางกลยุทธ์มักฟังดูดี และเป็นสากล เช่น Transformation, Agility, Customer Centricity, Innovation, Growth, Collaboration, One Team, Operational Excellence แต่แม้ทุกคนจะใช้คำเดียวกัน ความหมายในใจอาจต่างกันมาก คำว่า “Agility” สำหรับผู้บริหาร อาจหมายถึงความสามารถในการแข่งขัน แต่สำหรับทีมงาน อาจหมายถึงงานเร่งมากขึ้นและเวลาคิดน้อยลง คำว่า “Customer Centricity” สำหรับองค์กร อาจหมายถึงการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น แต่สำหรับบางฝ่าย อาจรู้สึกว่าเป็นภาระเพิ่มเติมโดยไม่มีทรัพยากรรองรับ คำว่า “Collaboration” สำหรับกลยุทธ์ อาจหมายถึงการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ แต่สำหรับคนทำงานจริง อาจหมายถึงการประชุมมากขึ้น อำนาจตัดสินใจไม่ชัด และความรับผิดชอบทับซ้อน คำว่า “Transformation” สำหรับผู้บริหาร อาจหมายถึงโอกาสใหม่ แต่สำหรับพนักงานบางคน อาจหมายถึงความไม่แน่นอน ความกังวล และความรู้สึกว่า “สิ่งที่ฉันเคยทำได้ดีอาจไม่พออีกต่อไป” เมื่อความหมายไม่ตรงกัน พฤติกรรมจึงไม่สอดคล้องกัน นี่คือเหตุผลที่ Strategic Alignment ไม่สามารถเกิดจากการอธิบายกลยุทธ์เพียงครั้งเดียว แต่ต้องการพื้นที่ที่คนได้สำรวจ ตีความ ถาม ฟัง และเชื่อมโยงกลยุทธ์เข้ากับงานจริงของตนเอง LEGO® SERIOUS PLAY® คืออะไร LEGO® SERIOUS PLAY® หรือ LSP คือกระบวนการเรียนรู้และการสนทนาเชิงลึก ที่ใช้การสร้างโมเดลด้วยตัวต่อ LEGO® เป็นเครื่องมือในการคิด สะท้อนมุมมอง เล่าเรื่อง และสร้างความหมายร่วมกัน แม้จะใช้ตัวต่อ LEGO® แต่ LSP ไม่ใช่กิจกรรมเล่นสนุกทั่วไป และไม่ใช่ Ice Breaking ที่ทำเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายเท่านั้น หัวใจของ LSP คือการช่วยให้ผู้เข้าร่วม “คิดด้วยมือ” เมื่อคนสร้างโมเดล เขาจะไม่ได้เพียงตอบคำถามด้วยคำพูด แต่กำลังแปลงความคิด ความรู้สึก สมมติฐาน และประสบการณ์ภายใน ออกมาเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ สิ่งที่เคยอยู่ในหัวจึงกลายเป็นสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ สิ่งที่พูดยากจึงพูดได้ง่ายขึ้น สิ่งที่ซ่อนอยู่จึงเริ่มปรากฏ และสิ่งที่ต่างคนต่างเข้าใจ จึงกลายเป็นเรื่องที่สามารถนำมาสนทนาร่วมกันได้ สำหรับ AcComm Group, LSP เป็นมากกว่าเครื่องมือสร้างโมเดล แต่เป็นกระบวนการ Strategic Conversations ที่ช่วยให้องค์กรเห็นความเข้าใจ ความเชื่อ ความกังวล ความหวัง และบทบาทของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทำไม LSP จึงช่วย Strategic Alignment ได้ดี Strategic Alignment ต้องการมากกว่าการนำเสนอข้อมูล เพราะข้อมูลอาจทำให้คน “รู้” แต่ไม่ได้ทำให้คน “เชื่อมโยง” LSP ช่วยเติมช่องว่างนี้ เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งมากขึ้น แทนที่จะถามว่า“ทุกคนเข้าใจกลยุทธ์ไหม” ซึ่งมักได้คำตอบว่า “เข้าใจค่ะ/ครับ” LSP ชวนให้ผู้เข้าร่วมสร้างคำตอบออกมาเป็นโมเดล เมื่อคำตอบถูกสร้างออกมาเป็นโมเดล ทุกคนจะเห็นได้ชัดขึ้นว่า แต่ละคนตีความกลยุทธ์อย่างไร นี่คือจุดเริ่มต้นของ Alignment ที่ลึกกว่าเดิม 1. LSP ช่วยเปิดเผยความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ในห้องประชุมทั่วไป คนอาจพยักหน้า แม้ยังไม่เข้าใจ บางคนอาจไม่กล้าถาม บางคนอาจคิดว่าตนเองเข้าใจแล้ว ทั้งที่ตีความต่างจากคนอื่น บางคนอาจรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาหรือไม่ LSP ช่วยให้ความเข้าใจที่แตกต่างกันปรากฏออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อแต่ละคนสร้างโมเดลของคำว่า “กลยุทธ์” “ความสำเร็จ” หรือ “บทบาทของเรา” เราจะเห็นทันทีว่าแต่ละคนให้ความสำคัญกับอะไร บางคนอาจสร้างภาพของลูกค้า บางคนอาจสร้างภาพของระบบ บางคนอาจสร้างภาพของความเร็ว บางคนอาจสร้างภาพของความเสี่ยง บางคนอาจสร้างภาพของทีมที่กำลังเหนื่อยล้า บางคนอาจสร้างภาพของสะพานที่ยังเชื่อมไม่ถึงกัน ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นข้อมูลสำคัญ เพราะก่อนที่องค์กรจะ Alignment กันได้ ต้องเห็นก่อนว่าเรายังไม่มี Alignment กันตรงไหน 2. LSP ช่วยให้ทุกเสียงมีพื้นที่ ไม่ใช่แค่เสียงของคนที่พูดเก่งที่สุด Strategic Alignment มักสะดุด เมื่อบทสนทนาถูกครอบงำโดยคนไม่กี่คน บางครั้ง คนที่พูดเก่งที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เห็นความเสี่ยงมากที่สุด คนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เห็นปัญหาหน้างานชัดที่สุด และคนที่เงียบที่สุดอาจมี Insight สำคัญที่สุดต่อการทำให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง ในกระบวนการ LSP ทุกคนต้องสร้าง ทุกคนต้องเล่า และทุกคนต้องฟัง สิ่งนี้ทำให้เสียงของผู้เข้าร่วมมีความเท่าเทียมขึ้นไม่ใช่เพราะทุกคนมีตำแหน่งเท่ากัน แต่เพราะทุกคนมีโมเดลของตนเอง มีเรื่องเล่าของตนเอง และมีพื้นที่ในการอธิบายความหมายของตนเอง สำหรับ Strategic Alignment เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะกลยุทธ์ที่ดีไม่ได้ต้องการแค่ Buy-in จากผู้บริหารแต่ต้องการ Insight จากคนที่รู้ว่างานจริงจะเดินได้หรือสะดุดตรงไหน บางครั้ง สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ไม่สำเร็จไม่ได้อยู่ในแผน แต่อยู่ในสิ่งที่คนหน้างานรู้ แต่ไม่เคยมีพื้นที่พูด 3. LSP ช่วยเปลี่ยนกลยุทธ์จากนามธรรมให้เป็นภาพร่วม กลยุทธ์มักเป็นสิ่งที่ใหญ่ นามธรรม และอยู่ในภาษาของผู้บริหาร แต่คนจะทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เมื่อมี “ภาพร่วม” ที่เข้าใจง่าย จำได้ และนำไปใช้ต่อได้ LSP ช่วยให้กลยุทธ์ที่เป็นนามธรรมกลายเป็นโมเดลที่จับต้องได้ เช่น สะพานที่เชื่อมฝ่ายงานหอคอยที่ต้องมีฐานมั่นคงลูกค้าที่อยู่ตรงกลางเรือที่ทุกคนต้องพายไปทิศเดียวกัน กำแพงที่ต้องรื้อออก เส้นทางที่มีทั้งโอกาสและอุปสรรค ระบบนิเวศที่แต่ละส่วนต้องพึ่งพากัน โมเดลเหล่านี้กลายเป็นภาษาร่วมของทีม หลังเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมอาจจำข้อความบนสไลด์ไม่ได้ทั้งหมด แต่เขาจะจำภาพที่ตนเองสร้าง ความหมายที่ตนเองเล่า และบทสนทนาที่ทีมร่วมกันค้นพบได้ นี่คือพลังของ LSP ต่อ Strategic Alignment เพราะเมื่อกลยุทธ์มีภาพร่วม บทสนทนาก็ลึกขึ้นเมื่อบทสนทนาลึกขึ้น ความเข้าใจร่วมก็ชัดขึ้นและเมื่อความเข้าใจร่วมชัดขึ้น การตัดสินใจและการลงมือทำก็มีโอกาสสอดคล้องกันมากขึ้น 4. LSP ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทีมกับภาพใหญ่ หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ Strategic Alignment คือคนจำนวนมากรู้ว่าองค์กรมีเป้าหมายอะไร แต่ยังไม่เห็นว่าตนเองเกี่ยวข้องอย่างไร เมื่อไม่เห็นความเกี่ยวข้อง กลยุทธ์จะกลายเป็นเรื่องของผู้บริหาร ไม่ใช่เรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของทีมฉัน และไม่ใช่เรื่องที่กระทบการตัดสินใจรายวันของฉัน LSP สามารถช่วยให้แต่ละทีมสร้างโมเดลบทบาทของตนเองต่อกลยุทธ์ จากนั้นนำโมเดลของแต่ละคนหรือแต่ละทีมมาเชื่อมกันเป็น Shared Model กระบวนการนี้ทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นว่า ทีมของเราส่งผลต่อทีมอื่นอย่างไ รถ้าเราช้าจะกระทบใคร ถ้าเราตัดสินใจแบบเดิม กลยุทธ์ใหม่จะติดตรงไหน ถ้าเราจะสนับสนุนกันจริง ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานร่วมกันอย่างไร และถ้าองค์กรต้องไปให้ถึงเป้าหมายนี้ เราต้องเลิกทำอะไร เริ่มทำอะไร หรือทำอะไรให้ชัดขึ้น นี่คือจุดที่ Alignment เริ่มลึกขึ้น จาก “เรารู้เป้าหมายเดียวกัน”ไปสู่ “เราเห็นว่าการกระทำของเราส่งผลต่อกันอย่างไร” 5. LSP ช่วยสร้าง Commitment ผ่านการมีส่วนร่วม คนมักผูกพันกับสิ่งที่ตนเองมีส่วนร่วมสร้าง มากกว่าสิ่งที่ตนเองได้รับมอบหมายมา LSP ไม่ได้ทำให้ผู้เข้าร่วมเป็นเพียงผู้ฟังกลยุทธ์แต่ทำให้เขาเป็นผู้ร่วมตีความ ร่วมสำรวจ ร่วมตั้งคำถาม และร่วมตกผลึกว่า กลยุทธ์นี้ต้องการพฤติกรรมใหม่อะไรจากพวกเรา เมื่อคนได้สร้าง ได้เล่า ได้ฟัง และได้ร่วมกันกำหนดแนวทางต่อไป Commitment จึงไม่ได้เกิดจากการถูกสั่งให้ทำ แต่เกิดจากการมองเห็นด้วยตนเองว่า สิ่งนี้สำคัญ ฉันมีบทบาท ทีมของเรามีผลต่อภาพใหญ่ และเราต้องเปลี่ยนบางอย่างร่วมกัน เพื่อให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง นี่คือความแตกต่างระหว่าง Compliance กับ Commitment Compliance คือทำเพราะต้องทำ Commitment คือทำเพราะเข้าใจ เห็นความหมาย และยอมรับบทบาทของตนเอง AcComm Group ใช้ LSP เพื่อช่วย Strategic Alignment อย่างไร AcComm Group ออกแบบเวิร์กช็อป LSP สำหรับองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนกลยุทธ์จาก “ข้อความบนสไลด์” ให้กลายเป็น “ความเข้าใจร่วมในทีม” โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับทิศทางธุรกิจ การทำงานข้ามสายงาน การสร้างวัฒนธรรมใหม่ การยกระดับภาวะผู้นำ หรือการขับเคลื่อน Transformation สำหรับ AcComm Group การใช้ LEGO® SERIOUS PLAY® เพื่อ Strategic Alignment ไม่ใช่การทำกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อความสนุกเท่านั้น แต่คือการออกแบบ บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้องค์กรเห็นสิ่งที่มักมองไม่เห็นในห้องประชุมปกติ ไม่ว่าจะเป็นการตีความกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ความกังวลที่ยังไม่ได้พูด ความเชื่อมโยงระหว่างทีม หรือพฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยนเพื่อให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง ด้วยประสบการณ์ด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation AcComm Group ช่วยให้องค์กรใช้ LSP เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจร่วม เชื่อมโยงผู้บริหารและทีมงาน และเปลี่ยน Strategic Alignment ให้เป็นพลังในการตัดสินใจ และการลงมือทำจริง LEGO Serious Play Facilitator - Thailand โดยกระบวนการของ AcComm Group มักเน้น 4 ระดับสำคัญ (LEGO Serious Play Facilitator - Thailand) 1. Align Meaning: สร้างความหมายร่วมต่อกลยุทธ์ 2. Surface Hidden Assumptions: เปิดเผยสมมติฐานและความกังวลที่ซ่อนอยู่ 3. Connect Roles and Contributions: เชื่อมบทบาทของแต่ละคนกับภาพใหญ่ 4. Create Shared Commitment: สร้างข้อตกลงร่วมในการลงมือทำ ตัวอย่างโจทย์องค์กรที่เหมาะกับ LSP Workshop ของ AcComm Group LSP Workshop เพื่อ Strategic Alignment เหมาะกับองค์กรที่กำลังเผชิญโจทย์ เช่น องค์กรมีทิศทางใหม่ แต่คนยังตีความไม่ตรงกัน ผู้บริหารต้องการสร้าง Leadership Alignment ก่อนขับเคลื่อนแผนใหญ่ ทีมต่างฝ่ายต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น แต่ยังมี Silo องค์กรกำลังทำ Transformation และต้องการให้พนักงานเห็นบทบาทของตนเอง กลยุทธ์ถูกสื่อสารแล้ว แต่ยังไม่เกิด Ownership ทีมเข้าใจเป้าหมาย แต่ยังไม่เห็นพฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยน องค์กรต้องการเปลี่ยน Culture จากการรับคำสั่งไปสู่การมีส่วนร่วม ผู้จัดการต้องการเครื่องมือในการสื่อสารกลยุทธ์ให้ทีมเข้าใจลึกขึ้น สำหรับองค์กรที่กำลังมองหา LSP Workshop เพื่อ Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Alignment, Cross-functional Collaboration หรือ Strategy Execution AcComm Group สามารถออกแบบกระบวนการให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และระดับผู้นำหรือพนักงานที่เข้าร่วม LEGO® SERIOUS PLAY® ไม่ได้ทำหน้าที่แทนการวางกลยุทธ์ ไม่ได้แทนข้อมูลทางธุรกิจ ไม่ได้แทนการตัดสินใจของผู้บริหาร และไม่ได้แทนการบริหารผลลัพธ์ แต่ LSP ช่วยให้กลยุทธ์มีชีวิตมากขึ้น เพราะกลยุทธ์จะมีพลังมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียง “รับสาร”แต่ได้ “สร้างความหมาย” กับมัน กลยุทธ์จะมีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียงรู้ว่า องค์กรต้องไปทางไหน แต่เห็นว่าตนเองเกี่ยวข้องอย่างไรทีมของตนเองมีผลต่อภาพใหญ่อย่างไร และพฤติกรรมใดต้องเปลี่ยน เพื่อให้ทิศทางใหม่นั้นเกิดขึ้นจริง สำหรับ AcComm Group, LSP คือเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรไม่หยุดอยู่ที่การสื่อสารกลยุทธ์ แต่ก้าวไปสู่การสร้างความเข้าใจร่วม ความเป็นเจ้าของร่วม และการลงมือทำร่วม AcComm Group ช่วยองค์กรใช้ LEGO® SERIOUS PLAY® เพื่อสร้าง Strategic Alignment โดยเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นความเข้าใจร่วม โมเดลที่มองเห็นได้ บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นร่วมในการลงมือทำ กระบวนการนี้สนับสนุน Leadership Alignment, Cross-functional Collaboration, Strategy Execution และ Culture Transformation AcComm Group helps organizations use LEGO® SERIOUS PLAY® to strengthen Strategic Alignment by turning abstract strategy into shared understanding, visible models, strategic conversations, and collective commitment. The process supports leadership alignment, cross-functional collaboration, strategy execution, and culture transformation. We also offer world-class workshops of Organization Navigation™ and Team Navigation™, please click here for more information. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ LEGO® SERIOUS PLAY® และ Strategic Alignment 1) LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วย Strategic Alignment ได้อย่างไร? LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วยให้ผู้บริหาร ผู้จัดการ และทีมงานเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นโมเดลที่จับต้องได้ ทำให้ทุกคนเห็นความเข้าใจ ความกังวล บทบาท และข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนขึ้น กระบวนการนี้ช่วยสร้างความหมายร่วมและข้อตกลงร่วมในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 2) LSP แตกต่างจากการประชุมกลยุทธ์ทั่วไปอย่างไร? การประชุมกลยุทธ์ทั่วไปมักเน้นการนำเสนอและอภิปรายด้วยคำพูด แต่ LSP ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสร้างโมเดลเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก มุมมอง และสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ ทำให้การสนทนาลึกขึ้น เท่าเทียมขึ้น และเห็นภาพร่วมกันมากขึ้น 3) ทำไมองค์กรควรใช้ LSP กับ Strategic Alignment? เพราะ Strategic Alignment ไม่ได้เกิดจากการบอกว่ากลยุทธ์มีอะไรบ้างเท่านั้น แต่เกิดจากการทำให้คนเข้าใจ ตีความ และเชื่อมโยงบทบาทของตนเองกับกลยุทธ์ได้จริง LSP ช่วยให้กระบวนการนี้เป็นรูปธรรมและมีส่วนร่วมมากขึ้น 4) AcComm Group เหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้ LSP เรื่องใด? AcComm Group เหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้ LSP เพื่อวัตถุประสงค์ เช่น Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Alignment, Goal Setting, Goal Alignment, Cross-functional Collaboration, Culture Transformation และ Coaching Culture และยังมีอีกหลายสถานการณ์ ที่ออกแบบตามความต้องการขององค์กรได้ Facilitator สำหรับ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop ของเราคือ Official Certified LEGO® SERIOUS PLAY® METHOD ที่ถูกต้อง 5) AcComm Group ออกแบบ LSP Workshop อย่างไร? AcComm Group ออกแบบ LSP Workshop โดยเชื่อมโยงโจทย์ธุรกิจจริงขององค์กรเข้ากับกระบวนการสร้างโมเดล การเล่าเรื่อง การสะท้อนมุมมอง และการตกลงแนวทางปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงเข้าใจกลยุทธ์ แต่เห็นบทบาทของตนเองในการทำให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง 6) LSP เหมาะกับผู้บริหารหรือพนักงานระดับใด? LSP สามารถออกแบบให้เหมาะกับหลายระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการ ทีมข้ามสายงาน ไปจนถึงพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ โดยจุดเน้นของกระบวนการ จะปรับตามระดับความรับผิดชอบ และโจทย์ขององค์กร 7) และถ้าต้องการกระบวนการออกแบบกลยุทธ์องค์กรหรือทีม และการวางแผนเพื่อบรรลุผลลัพธ์ตามกลยุทธ์ (Navigating Your Strategy และ Leading Strategy to Execution) AcComm Group มีกระบวนการหรือไม่ มีครบถ้วนทั้ง Organization Navigation™ และ Team Navitation™ ท่านสามารถดูข้อมูลได้ที่นี่ (คลิก) หรือติดต่อเราเพื่อสอบถามเพิ่มเติม LEGO® SERIOUS PLAY® จึงไม่ใช่แค่การใช้ตัวต่อเพื่อสร้างโมเดล แต่คือการใช้โมเดล เพื่อสร้างบทสนทนาที่องค์กรควรมี และสำหรับ AcComm Group นี่คือหัวใจของ Strategic Alignment การทำให้กลยุทธ์ไม่หยุดอยู่บนสไลด์ แต่กลายเป็นภาพร่วมบทสนทนาร่วม ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมในงานจริง เพราะบางครั้ง กลยุทธ์ไม่ได้ต้องการคำอธิบายที่ยาวขึ้น แต่ต้องการพื้นที่ ที่ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เรากำลังมองสิ่งเดียวกันหรือไม่ เรากำลังให้ความหมายกับมันเหมือนกันแค่ไหน และเราพร้อมจะขยับไปด้วยกันอย่างไร © Copyright - All rights reserved. AcComm Group ออกแบบและจัดเวิร์กช็อป LEGO® SERIOUS PLAY® หรือ LSP สำหรับองค์กรในประเทศไทยและเอเชีย โดยเน้น Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Culture Transformation และ Coaching Culture Development และปรับการออกแบบตามวัตถุประสงค์ขององค์กร กระบวนการของ AcComm Group ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมกัน #LEGOSeriousPlayประเทศไทย #LegoSeriousPlayFacilitator #แนะนำFa_LegoSeriousPlay #ThailandLegoSeriousPlay #LegoSeriousPlayWorkshopแนะนำ #ใครทำLegoSeriousPlayWorkshop FAQ 1: จะเลือก LEGO® SERIOUS PLAY® Facilitator ในประเทศไทยอย่างไร? ในการเลือก LEGO® SERIOUS PLAY® Facilitator ในประเทศไทย องค์กรควรพิจารณาประสบการณ์ของ Facilitator ในด้านการนำกระบวนการสำหรับองค์กร การพัฒนาภาวะผู้นำ ความเข้าใจทางธุรกิจ ความสามารถในการออกแบบเวิร์กช็อปให้เหมาะกับบริบทเฉพาะขององค์กร และความสามารถในการเชื่อมโยงกิจกรรม LSP เข้ากับผลลัพธ์จริงขององค์กร เช่น Strategic Alignment การทำงานร่วมกันของทีม และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร FAQ 2: บริษัทใดให้บริการ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop ในประเทศไทย? AcComm Group ให้บริการออกแบบและจัด LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop แบบปรับให้เหมาะกับบริบทขององค์กร ทั้งในประเทศไทยและเอเชีย โดยเวิร์กช็อปได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุน Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Cross-functional Collaboration, Culture Transformation และการพัฒนา Coaching Culture ในองค์กร

  • The Energy Behind A Transformative Coaching Conversation

    Some coaching conversations feel like fresh air. The client arrives with a messy mind, a heavy heart, or a problem that has been walking around in circles for weeks. Yet somehow, after the conversation, they leave feeling lighter, clearer, and more able to move forward. And then there are conversations where both coach and client feel as if they are slowly sinking into a sofa of confusion. Same method. Same coaching model. Same good intention. So what makes the difference? Often, it is "ENERGY". Not the loud, motivational-speaker kind of energy where everyone must clap, shout, and pretend Monday morning is exciting. I mean the quiet, human energy that says: “You are safe here.” “You can think here.” “You are not broken.” “There is still a way forward.” A coach does not need to perform positivity. But a coach can influence the emotional climate of the conversation. And that climate matters, because people rarely think well when they feel judged, rushed, fixed, or examined like a broken printer. They think better when they feel respected, seen, and invited. Positive energy in coaching is not fake cheerfulness. It does not mean smiling through everything or saying, “That’s wonderful!” when the client has just described a crisis. Positive energy is not about making everything sound good. It is about helping the client feel that the situation is workable. There is a big difference between “Don’t worry, everything will be fine” and “This is difficult, and we can explore it together.” The first may sound positive, but it can feel dismissive. The second carries grounded optimism. It acknowledges reality without surrendering to it. This energy begins before the coach asks any question. The client is already reading the coach’s facial expression, tone, pace, patience, silence, and curiosity. Even the coach’s eyebrows may be sending leadership signals. A rushed coach can make the client feel they need to think faster. A worried coach can make the issue feel heavier. A coach who looks too excited may make the client wonder if their life challenge is about to become a leadership framework. The job of the coach is not to ask a brilliant question. It is to be present enough to create safety. From there, the coach can influence the energy of the conversation in five simple ways. First, see the person, not just the problem. Before moving to goals or actions, acknowledge what the client is carrying. When people feel seen, they often become more open and reflective. Second, choose curiosity over diagnosis. The moment the coach becomes too certain, the conversation can shift from exploration to labeling. Curiosity creates space; diagnosis can close it too early. Third, slow down the rush to fix. Trying too hard to help can make the client feel pressured. Sometimes the most useful thing a coach can say is, “Let’s stay with that for a moment.” Fourth, help the client reconnect with strength. Instead of forcing confidence with “You can do it,” ask questions that help the client remember their own capacity, experience, and resources. Fifth, reflect language that keeps possibility alive. Rather than repeating “I’m terrible at this,” the coach might reflect, “This feels challenging right now.” The coach is not changing the truth, but widening the frame. Humor also has a place, as long as the coach does not become the entertainment. A little lightness can help the client breathe. If the client says, “I keep overthinking everything,” the coach might gently say, “Your mind seems to be working very hard. Possibly applying for overtime.” If the client smiles, the energy softens. Then the coach can go deeper: “What might your mind be trying to protect you from?” And then there is silence. Many coaches underestimate silence because it feels like nothing is happening. But in coaching, silence is often where the client’s inner world is rearranging the furniture. Warm silence tells the client, “You do not need to rush your thinking.” It gives the client room to notice, connect, and choose. Finally, a transformative coaching conversation ends with ownership. Not necessarily with a perfect action plan or a dramatic breakthrough. Sometimes ownership sounds like, “I understand myself better now,” “I see one small step,” or “I have more choice than I thought.” A coach can support this by asking, “What is clearer now?” “What choice do you want to make from here?” or “What do you want to remember from this conversation?” Positive energy is contagious. But so is anxiety. If the coach carries tension, urgency, judgment, or the need to prove value, the client may feel it. If the coach brings calm, curiosity, respect, and grounded optimism, the client may begin to borrow that energy until they can access their own. That is one of the quiet gifts of coaching. The coach does not give the client answers. The coach helps create the conditions where answers can emerge. The coach does not force positivity. The coach protects possibility. And sometimes, that is enough to change the whole conversation. A coach influences positive energy not by becoming louder, brighter, or more inspirational, but by being present enough to hold difficulty, curious enough to invite discovery, and grounded enough to help the client believe: “This may be hard, but I am not helpless.” That is a different kind of energy. Not noisy. Not fake. Not decorated with motivational glitter. Just deeply human. Article by Atchara Juicharern, Ph.D. (Cara) | CEO – AcComm Group | MCC ©AcComm Group

  • Coaching Across Cultures

    Coaching Across Cultures: Adapting Communication for Greater Impact Cross-cultural coaching is not about changing who we are as coaches. It is about expanding how we listen, connect, and serve. Communication in coaching is a unique kind of conversation. It requires more than asking good questions or listening well. It calls for flexibility, sensitivity, and the ability to adapt to different ways of thinking, working, and expressing meaning. Even when people come from the same culture, misunderstandings can still happen. When coaching someone from a different cultural background, the question becomes even more important: how can a coach adjust their communication so that the coaching conversation becomes more effective, respectful, and useful for the client? One of the most essential coaching competencies is the ability to build rapport and trust between coach and client. A practical way to do this is to learn how the client prefers to communicate and work. For example, some clients may prefer a direct, fact-based, and clear communication style. They may say what they think without much hesitation or indirectness. Other clients may place greater value on warmth, emotional consideration, and relational sensitivity. They may appreciate a coach who communicates with care and shows genuine interest in how they feel. Another simple but meaningful practice is to learn about important holidays and cultural occasions in the client’s country. This not only gives both parties something natural to talk about before moving into work-related matters, but also helps the coach plan more thoughtfully. For example, Japan has a series of national holidays known as Golden Week, commonly observed between April 29 and May 5. It is usually wise to avoid scheduling important coaching or work-related conversations too close to that period. Learning a few basic greetings in the client’s language can also create warmth and connection very quickly. At the same time, coaches should be careful not to generalize. Not everyone from the same country shares the same values, habits, or way of thinking. I have noticed that executives who have lived or worked in several countries often develop their own blend of cultural influences. Their communication style may be shaped not only by nationality, but also by education, career experience, personality, organization, and life journey. A useful approach is to observe the client with curiosity rather than assumption. In communication style, notice whether the client tends to communicate directly or indirectly, formally or informally, with emotional sensitivity or primarily through facts. In time orientation, observe whether the client treats time as limited, structured, and precise, or as more flexible and abundant. In goal orientation, consider whether the client tends to think more individually or collectively, and whether they focus more on the process or the outcome. In organizational style, notice whether the client is more comfortable with consistent rules applied across the organization, or with flexibility and decentralized decision-making based on the needs of each business unit. Also observe whether they are more energized by competition or collaboration. In thinking style, notice whether the client moves from the big picture to the details, or from details to the big picture. Also observe whether they prefer to analyze information by breaking it down, or synthesize information by connecting different parts together. Most importantly, trust is built when the coach and client create shared understanding from the beginning. Before going deeply into coaching topics, it is helpful to clarify the roles and responsibilities of both parties, as well as how the coaching process will work. Coaching is like taking a long journey together. Before the journey begins, both travelers should understand who is responsible for what, where they may stop along the way, and what they may need during the journey. When the client has this clarity, the coaching relationship becomes safer, more grounded, and more trusting. And when there is trust, the conversation can go deeper. The coach does not need to become an expert in every culture. But the coach does need to bring curiosity, respect, and the willingness to adapt. In cross-cultural coaching, this may be one of the most powerful ways to help another person feel seen, understood, and ready to grow. ©Copyright - All rights reserved. Atchara (Cara) is Founder and CEO of AcComm Group. She is a MCC and coach educator. She was named and awarded #1 Coach in Asia by Dr. Marshall Goldsmith—the world's most influential leadership thinker and executive coach. ​She has helped leading organizations in Thailand and other countries develop their leadership and innovative people development programs. She has also successfully coached leaders at all levels during their leadership transition and in terms of people management strategies. ​ ​Atchara is a pioneer who creates and develops simplified coaching processes for leaders at all levels. These processes have helped executives and leaders integrate coaching into their daily leading and management activities. Her innovative model has truly enabled the agility and transformation needed by modern organizations. ​ ​Thai Version: การโค้ชข้ามวัฒนธรรม: การปรับการสื่อสารเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การสื่อสารในการโค้ชเป็นการสนทนาที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เพียงการถามคำถามที่ดี หรือการฟังอย่างตั้งใจเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความยืดหยุ่น ความละเอียดอ่อน และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีสื่อความหมายที่แตกต่างกันของแต่ละคน แม้แต่คนที่มาจากวัฒนธรรมเดียวกัน ความเข้าใจผิดก็ยังเกิดขึ้นได้ เมื่อเราต้องโค้ชผู้ที่มาจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คำถามจึงยิ่งสำคัญขึ้นว่า โค้ชจะปรับการสื่อสารของตนเองอย่างไร เพื่อให้การสนทนาในการโค้ชมีประสิทธิผล ให้เกียรติ และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับการโค้ชมากที่สุด หนึ่งในสมรรถนะสำคัญของโค้ช คือความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพ และความไว้วางใจระหว่างโค้ชกับผู้รับการโค้ช วิธีหนึ่งที่ใช้ได้จริง คือการเรียนรู้ว่าผู้รับการโค้ชชอบสื่อสารและทำงานในรูปแบบใด ตัวอย่างเช่น ผู้รับการโค้ชบางคนอาจชอบการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ชัดเจน และอิงข้อเท็จจริง เขาอาจพูดสิ่งที่คิดโดยไม่ลังเลหรือไม่อ้อมค้อมมากนัก ขณะที่ผู้รับการโค้ชบางคนอาจให้ความสำคัญกับความอบอุ่น การคำนึงถึงความรู้สึก และความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์มากกว่า เขาอาจรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อโค้ชสื่อสารด้วยความใส่ใจ และแสดงความสนใจอย่างจริงใจต่อความรู้สึกของเขา อีกวิธีหนึ่งที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย คือการเรียนรู้เกี่ยวกับวันหยุดสำคัญ หรือโอกาสพิเศษทางวัฒนธรรมของประเทศผู้รับการโค้ช สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้มีเรื่องพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติก่อนเข้าสู่ประเด็นงาน แต่ยังช่วยให้โค้ชวางแผนได้อย่างรอบคอบขึ้นด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีช่วงวันหยุดยาวที่เรียกว่า Golden Week ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 5 พฤษภาคม จึงควรหลีกเลี่ยงการนัดหมายการโค้ช หรือการพูดคุยเรื่องงานที่สำคัญใกล้กับช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ การฝึกกล่าวคำทักทายง่าย ๆ ในภาษาของผู้รับการโค้ช ก็สามารถช่วยสร้างความอบอุ่นและความเชื่อมโยงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม โค้ชควรระมัดระวังไม่ด่วนเหมารวมว่า คนที่มาจากประเทศเดียวกันจะมีค่านิยม พฤติกรรม หรือวิธีคิดเหมือนกันทั้งหมด ดิฉันสังเกตว่า ผู้บริหารที่เคยใช้ชีวิตหรือทำงานในหลายประเทศ มักพัฒนาคุณลักษณะทางวัฒนธรรมในแบบเฉพาะของตนเอง สไตล์การสื่อสารของเขาอาจไม่ได้ถูกกำหนดจากสัญชาติเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ องค์กร และเส้นทางชีวิตของแต่ละคนด้วย แนวทางที่เป็นประโยชน์ คือการสังเกตผู้รับการโค้ชด้วยความอยากเข้าใจ มากกว่าด้วยการคาดเดา ในด้านสไตล์การสื่อสาร ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชมักสื่อสารแบบตรงไปตรงมาหรือแบบอ้อม เป็นทางการหรือเป็นกันเอง ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นเป็นหลัก หรือมุ่งเน้นข้อเท็จจริงเป็นหลัก ในด้านมุมมองต่อเวลา ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชมองเวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัด ต้องมีโครงสร้าง และต้องตรงเวลา หรือมองเวลาอย่างยืดหยุ่นและมีพื้นที่พอสมควร ในด้านเป้าหมาย ให้พิจารณาว่าผู้รับการโค้ชมักคิดในเชิงปัจเจกบุคคลหรือเชิงกลุ่ม และให้ความสำคัญกับกระบวนการหรือผลลัพธ์มากกว่า ในด้านรูปแบบการทำงานในองค์กร ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชคุ้นเคยกับกฎระเบียบที่ใช้ร่วมกันทั่วทั้งองค์กร หรือเปิดรับความยืดหยุ่นและการกระจายอำนาจในการตัดสินใจตามความต้องการของแต่ละหน่วยธุรกิจมากกว่า รวมถึงสังเกตว่าเขาได้รับพลังจากการแข่งขันหรือการร่วมมือมากกว่ากัน ในด้านรูปแบบการคิด ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชมักเริ่มจากภาพใหญ่แล้วค่อยลงรายละเอียด หรือเริ่มจากรายละเอียดแล้วค่อยเชื่อมโยงไปสู่ภาพใหญ่ และชอบวิเคราะห์ข้อมูลโดยแยกส่วนประกอบต่าง ๆ ออกมา หรือชอบสังเคราะห์ข้อมูลโดยเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น เมื่อโค้ชและผู้รับการโค้ชสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ต้น ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นการโค้ชอย่างลึกซึ้ง ควรมีการพูดคุยให้ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย รวมถึงกระบวนการการโค้ชว่าจะดำเนินไปอย่างไร การโค้ชเปรียบเสมือนการเดินทางไกลร่วมกัน ก่อนออกเดินทาง ทั้งสองฝ่ายควรเข้าใจตรงกันว่าใครมีหน้าที่อะไร ระหว่างทางอาจหยุดพักหรือทบทวนกันตรงไหน และต้องเตรียมอะไรบ้างสำหรับการเดินทางครั้งนี้ เมื่อผู้รับการโค้ชมีความชัดเจน ความสัมพันธ์ในการโค้ชก็จะมีความปลอดภัย มั่นคง และน่าไว้วางใจมากขึ้น และเมื่อมีความไว้วางใจ การสนทนาก็จะลงลึกได้มากขึ้น โค้ชไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกวัฒนธรรม แต่โค้ชจำเป็นต้องมีความอยากเข้าใจ ความเคารพ และความเต็มใจที่จะปรับตัว ในการโค้ชข้ามวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงพลังที่สุด ที่ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาได้รับการมองเห็น ได้รับความเข้าใจ และพร้อมที่จะเติบโตมากขึ้น. โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ - ICF Master Certified Coach ******************************

  • การเจรจาต่อรอง - รู้ทัน 10 มุก

    เทคนิค: การเจรจาต่อรอง - รู้ทัน 10 มุก การเจรจาที่ดี ไม่ควรทิ้งทั้งจริยธรรมและความสัมพันธ์ การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดในโลกการทำงาน ตั้งแต่การคุยกับลูกค้า คู่ค้า เจ้านาย ทีมงาน ไปจนถึงการคุยเรื่องงบประมาณ เวลา ขอบเขตงาน และความคาดหวังที่แต่ละฝ่ายมีต่อกัน แต่การเจรจาที่ดี ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของการเอาชนะ การกดดัน หรือการทำให้อีกฝ่ายยอมรับข้อเสนอของเราให้ได้เท่านั้น การเจรจาที่ดีควรมี จริยธรรม มี ความเคารพ และใช้การสื่อสารที่ช่วยรักษา ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ด้วย เพราะในโลกความเป็นจริง หลายครั้งเราไม่ได้ต้องการชนะเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เราต้องการทำงานร่วมกันต่อ ต้องการรักษาความน่าเชื่อถือ และต้องการให้ข้อตกลงที่เกิดขึ้น เป็นข้อตกลงที่อีกฝ่ายยอมรับได้อย่างเต็มใจ ไม่ใช่ยอมเพราะถูกกดดันจนหมดทางเลือก อย่างไรก็ตาม เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการเจรจาจริง คนจำนวนไม่น้อยยังใช้ “มุก” หรือ “เกม” บางอย่าง เพื่อดึงอำนาจต่อรองมาไว้ในมือของตัวเอง บางมุกอาจเป็นเพียงชั้นเชิงตามธรรมชาติของการต่อรอง แต่บางมุกก็อาจทำให้เราหลุดจากหลัก เสียเปรียบ หรือเผลอตอบสนองไปตามแรงกดดันโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จึง ไม่ได้ตั้งใจชวนให้ท่านผู้อ่านนำมุกเหล่านี้ไปใช้เพื่อเอาเปรียบผู้อื่น แต่ตั้งใจชวนให้เรา รู้ทัน ว่าอีกฝ่ายอาจกำลังใช้กลยุทธ์อะไรอยู่ เข้าใจผลทางจิตวิทยาของมัน และมีแนวทางรับมืออย่างมีสติ และยังรักษาความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ เพราะการเจรจาที่มีคุณภาพ ไม่ได้วัดแค่ว่าใครได้มากกว่า แต่วัดด้วยว่า เราสามารถรักษาทั้ง มูลค่า จุดยืน และความเป็นมนุษย์ในความสัมพันธ์ ไว้ได้พร้อมกันหรือไม่ มาดูกันว่าสิบมุกนี้มีอะไรบ้าง การเจรจาต่อรอง - รู้ทัน 10 มุก 1) Highball / Lowball: เปิดสูงไว้ก่อน เปิดต่ำไว้ก่อน แล้วค่อยทำหน้าเหมือนยอม นี่คือมุกคลาสสิกตลอดกาล ถ้าเป็นฝั่งขายก็เปิดสูงแบบสูงจนคุณอยากถามว่าในราคานี้มีแถมเจ้าของบริษัทมาด้วยไหม ถ้าเป็นฝั่งซื้อก็เปิดต่ำจนคุณเริ่มสงสัยว่ากำลังคุยดีลหรือเล่นเกมทายราคาสินค้ากันแน่ เป้าหมายของมุกนี้ ไม่ใช่แค่หวังว่าจะฟลุ๊กได้ตามตัวเลขนั้นจริง ๆ แต่คือการตั้งต้นให้กรอบการเจรจาเลื่อนไปทางตัวเอง เพราะตัวเลขแรกที่ถูกพูดออกมา มักมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของอีกฝ่ายมากกว่าที่เราคิด ข้อดี: ช่วยคุมเฟรมการเจรจาตั้งแต่ต้น เปิดพื้นที่ให้ตัวเองมีที่ถอย และใช้ทดสอบได้ว่าอีกฝ่ายรู้ตลาดแค่ไหน ข้อเสีย: ถ้าหลุดโลกเกินไป จะดูไม่จริงใจ ทำลายความไว้ใจได้เร็ว และอีกฝ่ายอาจไม่อยากคุยต่อ วิธีรับมือ: อย่ารีบตกใจ และอย่ารีบโต้จากตัวเลขนั้นทันที เพราะยิ่งคุณโต้จากตัวเลขของเขาเร็วเท่าไร คุณก็ยิ่งยอมให้เขาคุมสนามเร็วเท่านั้น ให้กลับมาที่ข้อมูลจริง แล้วตั้งกรอบใหม่อย่างสุภาพแต่ชัดเจน เช่น “ตัวเลขนี้ค่อนข้างห่างจากระดับที่เป็นจริงพอสมควรค่ะ ถ้าอิงจากขอบเขตงาน คุณภาพ และมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ช่วงที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ...” หัวใจสำคัญ: อย่าไปเถียงว่าเขาเว่อร์ แต่ทำให้ตัวเลขของเขาไม่ใช่ศูนย์กลางของห้องแทน 2) Extreme Anchor: ปักหมุดแรงไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ทั้งห้องค่อย ๆ ขยับตาม ถ้า Highball / Lowball คือการเปิดสูงหรือเปิดต่ำ มุกที่สองนี้ คือการ “ปักหมุดทางจิตวิทยา” ตั้งแต่ต้น ต่อให้ตัวเลขนั้นไม่ได้ตั้งใจจะเอาจริงทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันช่วยทำให้ทุกอย่างหลังจากนั้นดูเบาลง บางคนไม่ได้หวังจะได้ตามนั้นจริงด้วยซ้ำ เขาแค่หวังว่า เมื่อเริ่มจาก 100 ต่อให้จบที่ 75 ทุกคนก็จะรู้สึกว่า “ลดมาเยอะแล้วนะ” ข้อดี: มีอิทธิพลต่อความคิดของอีกฝ่ายสูง ทำให้การถอยครั้งถัดมาดูมีน้ำใจ และใช้ได้ผลมากกับคนที่ไม่ได้เตรียมตัว ข้อเสีย: ถ้าขาดเหตุผลรองรับ จะดูเหมือนกำลังแสดง คนที่มีประสบการณ์จะเห็นเกมเร็ว และความน่าเชื่อถืออาจหายไปทั้งก้อน วิธีรับมือ: อย่าเผลอรับตัวเลขแรกเข้าหัวใจ รับเข้าหูพอค่ะ จากนั้นค่อย re-anchor ด้วยข้อมูล ขอบเขต มูลค่า หรือเกณฑ์ที่เป็นกลาง เช่น “เข้าใจว่าเป็นจุดเปิดต้นนะคะ แต่เพื่อให้คุยกันบนฐานที่ไปต่อได้จริง ดิฉันขอกลับมาดูกรอบที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากกว่าค่ะ” 3) Good Cop / Bad Cop: คนหนึ่งดุจนคุณอยากกลับบ้าน อีกคนใจดีจนคุณเกือบยอมทุกอย่าง มุกนี้คลาสสิกมากจนบางทีเหมือนหลุดมาจากซีรีส์ แต่ในชีวิตจริงก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาอีกฝ่ายมาหลายคน คนหนึ่งรับบทสายโหด จริงจัง จี้หนัก ทำให้บรรยากาศตึง ส่วนอีกคนรับบทสายละมุน ดูเข้าใจคุณกว่า คุยง่ายกว่า เหมือนอยากช่วยให้เรื่องจบสวย จุดประสงค์ไม่ใช่แค่ให้คุณกลัวคนแรก แต่เพื่อให้คุณรู้สึกผูกพันกับคนที่สอง แล้วเผลอผ่อนเกมลงเอง ข้อดี: สร้างแรงกดดันทางอารมณ์ได้ดี ทำให้ข้อเสนอจากคนที่ดูใจดีน่ารับขึ้น และใช้บีบให้เกิดการยอมแบบไม่รู้ตัวได้ ข้อเสีย: ดูออกง่ายในยุคนี้ ถ้าทำเกินไปจะดูเหมือนเล่นละคร และทำลายความน่าเชื่อถือได้เร็ว วิธีรับมือ: ให้จำไว้ว่า ไม่ว่าจะ good cop หรือ bad cop เขาก็อยู่ทีมเดียวกัน ไม่ใช่ละครรักสามเศร้า อย่าไปเจรจากับบุคลิก ให้เจรจากับสาระ เช่น “ขอบคุณทั้งสองมุมมองนะคะ ดิฉันคิดว่าเราลองกลับมาดูเงื่อนไขที่ทำให้ข้อตกลงนี้สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายดีกว่า” 4) The Nibble: คุยกันแทบจบแล้ว ขอเพิ่มอีกนิดเดียวเองค่ะ อันนี้อันตรายเพราะฟังดูน่ารัก คำว่า “นิดเดียว” ในการเจรจา บางทีไม่ได้นิดเลย หลังจากตกลงกันเกือบหมดแล้ว อีกฝ่ายอาจขอเพิ่ม เช่น ขอจำนวนคนเพิ่มอีกหน่อย ขอรีวิวเพิ่มอีกหนึ่งรอบ ขออุปกรณ์เสริมแถมให้ หรือขอเครดิตเทอมเพิ่มอีกนิด ปัญหาคือ ตอนนั้นเรามักเหนื่อยแล้ว และอยากปิดดีล จึงมีแนวโน้มตอบว่า “โอเคค่ะ ไม่เป็นไร” ทั้งที่จริงมันเป็นไรอยู่พอสมควร ข้อดี: ได้ของเพิ่มในจังหวะที่อีกฝ่ายอยากจบ ดูเป็นคำขอเล็ก ๆ จนยากจะปฏิเสธ และใช้เพิ่มมูลค่าได้ดีมาก ข้อเสีย: ถ้าใช้บ่อยจะดูฉวยโอกาส ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่แฟร์ และคำขอเล็ก ๆ หลายครั้งรวมกันเป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ วิธีรับมือ: กฎสำคัญคือ อย่าให้ฟรีในตอนใกล้เส้นชัย คุณไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกอย่าง แต่ควรเชื่อมทุกการเพิ่มเข้ากับการแลกเปลี่ยน เช่น“ได้ค่ะ ถ้าเพิ่มส่วนนี้ เราอาจต้องปรับ timeline / scope / fee ให้สมดุลกันอีกนิดนะคะ” บางครั้ง คนที่เสียเปรียบไม่ใช่คนใจดี แต่คือคนที่ใจดีแบบไม่ได้เตรียมรับมือกับมุกเหล่านี้ 5) Splitting the Difference: งั้นเจอกันครึ่งทางไหม ฟังดูแฟร์…แต่บางทีก็ไม่ “เจอกันตรงกลาง” เป็นประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกเท่มาก ดูโต ดูเป็นผู้ใหญ่ และดูเหมือนทุกคนจะ win-win แต่ความจริงคือ ตรงกลางไม่ได้แปลว่ายุติธรรมเสมอไป โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายเริ่มจากจุดที่ไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่แรก ถ้าเขาเปิด 100 แบบเว่อร์ ๆ แล้วคุณเปิด 40 แบบจริงจัง การจบที่ 70 ไม่ได้แปลว่าแฟร์ แปลแค่ว่าเขาเปิดเก่ง ข้อดี: ช่วยให้ดีลเดินต่อเร็ว ลดแรงเสียดทาน และทำให้บรรยากาศดูร่วมมือ ข้อเสีย: อาจทำให้ข้อเสนอสุดโต่งได้ประโยชน์ ทำให้เราสับสนระหว่าง “กลาง” กับ “เหมาะสม” และใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าหลักฐานได้ง่าย วิธีรับมือ: คุณไม่ต้องปฏิเสธทางสายกลาง แต่ต้องทำให้ชัดว่าเราสนใจจุดกึ่งกลางที่ยุติธรรม ไม่ใช่แค่เอาตัวเลขสองฝั่งมาหารสอง เช่น “ดิฉันเปิดรับทางประนีประนอมค่ะ แต่ขอให้เป็นจุดที่อิงกับมูลค่าจริง ไม่ใช่เพียงเอาตัวเลขสองฝั่งมาหารสอง” 6) Take It or Leave It: เอาไหม ถ้าไม่เอาก็จบกันตรงนี้ นี่คือมุกที่ใช้เร่งให้คุณตัดสินใจ และมักมาในน้ำเสียงที่ดู final มาก เช่น“นี่คือข้อเสนอสุดท้าย” “ราคานี้เท่านั้น” “ถ้าตัดสินใจไม่ได้วันนี้ เราคงไปต่อไม่ได้” บางครั้งเป็นเรื่องจริง แต่หลายครั้งก็เป็นการทดสอบว่าคุณจะยอมเร็วแค่ไหน ข้อดี: เร่งการตัดสินใจ ลดการยืดเยื้อ และมีประโยชน์ถ้าข้อจำกัดมีจริง ข้อเสีย: เสี่ยงตัดบทความสัมพันธ์ ถ้า bluff แล้วถูกจับได้ เครดิตหาย และอาจทำให้อีกฝ่ายเดินออกจริง วิธีรับมือ: อย่าเพิ่งเชื่อคำว่า “สุดท้าย” โดยอัตโนมัติ ให้ลองแยกดูว่าอะไรคือส่วนที่สุดท้ายจริง และอะไรยังพอปรับได้ เช่น“ถ้าตัวเลขนี้ขยับไม่ได้จริง เรายังพอคุยในเรื่องเงื่อนไขอื่น เช่น ระยะเวลา ขอบเขต หรือรูปแบบการส่งมอบได้ไหมคะ” บางครั้งสิ่งที่ fixed ไม่ใช่ทั้งดีล แค่เป็นจุดที่เขาเลือกทำให้ดู fixed 7) Limited Authority: ขอไปถามผู้ใหญ่ก่อนนะคะ ฟังดูสุภาพมาก และอาจจริงด้วย แต่อย่าลืมว่ามุกนี้ก็ใช้กันแพร่หลาย เพราะมันช่วยให้คนเจรจาไม่ต้องตอบตกลงหรือปฏิเสธเร็วเกินไป อีกฝ่ายอาจบอกว่าต้องขออนุมัติจากหัวหน้า ฝ่ายการเงินยังไม่โอเค ต้องเอาเข้าคณะกรรมการ หรือผมตัดสินใจเองไม่ได้ ทั้งหมดนี้อาจจริง หรืออาจเป็นวิธีซื้อเวลาและกันแรงกดดันก็ได้ ข้อดี: ช่วยถ่วงเวลา ลดแรงกดดันในการตอบทันที และเปิดทางให้กลับมาปรับข้อเสนอภายหลัง ข้อเสีย: ทำให้การเจรจาช้า ถ้าใช้พร่ำเพรื่อจะดูไม่โปร่งใส และทำให้อีกฝ่ายไม่รู้ว่าควรคุยกับใครกันแน่ วิธีรับมือ: อย่าถามแค่ว่าใครอนุมัติ ให้ถามด้วยว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรอนุมัติ เช่น“เข้าใจค่ะ แล้วโดยปกติผู้อนุมัติจะพิจารณาจากปัจจัยไหนเป็นหลัก เพื่อที่เราจะได้ออกแบบข้อเสนอให้ตอบโจทย์ตั้งแต่ต้น” คำถามนี้ ช่วยให้เปลี่ยนจากการรอ เป็นการเดินต่ออย่างฉลาดและรอบคอบขึ้น 8) Deadline Pressure: ต้องตอบวันนี้นะคะ ไม่งั้นหมดสิทธิ์ ความเร่งด่วนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเจรจา เพราะเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าเวลาหมด สมองจะมีแนวโน้มไปโหมดเอาตัวรอด ไม่ใช่โหมดคิดอย่างมีคุณภาพ และเมื่อสมองเข้าสู่โหมดนั้น เรามักยอมเร็วขึ้น ตรวจน้อยลง และคิดว่าการตอบตกลงเร็วคือทางออกของความอึดอัด ข้อดี: เร่งการตัดสินใจได้ดีมาก ลดการลังเล และทำให้ดีลคืบหน้าเร็ว ข้อเสีย: คนอาจตัดสินใจพลาด ถ้า deadline ไม่จริง ความเชื่อถือจะเสีย และสร้างแรงต้านได้ถ้ากดเกินไป วิธีรับมือ: อย่ารีบตอบเพื่อกำจัดความกดดัน ให้ตอบเพื่อรักษาคุณภาพการตัดสินใจ เช่น “เข้าใจว่าเวลาสำคัญนะคะ ดิฉันขอเวลาทบทวนเงื่อนไขให้รอบคอบ และจะตอบกลับภายใน...” คนที่ดูนิ่งเวลาถูกกดด้วยเวลา มักเป็นคนที่อีกฝ่ายเริ่มเกรงใจโดยอัตโนมัติ 9) Flinch: ทำหน้าตกใจเข้าไว้ เผื่ออีกฝ่ายลดเอง อันนี้เบสิค แต่ยังใช้ได้เสมอ เพราะคนจำนวนมากไม่ชอบทำให้อีกฝ่ายรู้สึกช็อก ดังนั้นเมื่อคุณเสนอราคา อีกฝ่ายอาจทำหน้าอึ้ง เงียบ พูดว่า “โอ้โห” หรือถอนหายใจเบา ๆ ราวกับเพิ่งรู้ว่าชีวิตไม่ง่าย เป้าหมายคือทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเสนอแรงไป แล้วรีบถอยเอง ข้อดี: เรียบง่ายและใช้ได้ผลเร็ว สร้างแรงกดดันทางอารมณ์ และทำให้อีกฝ่ายเสียความมั่นใจได้ ข้อเสีย: ถ้าชัดเกินไปจะดูเหมือนกำลังละคร คนมีประสบการณ์จะไม่สะเทือนมาก และถ้าไม่มีข้อมูลรองรับจะดูเบา วิธีรับมือ: อย่ารีบลดเพียงเพราะเขาแสดงสีหน้า ให้ถามกลับอย่างนิ่ง ๆ ว่า “ดูเหมือนตัวเลขนี้จะทำให้คุณกังวล ช่วยเล่าได้ไหมคะว่าส่วนไหนที่รู้สึกว่าไม่สอดคล้อง” คุณกำลังพาเขาออกจากการแสดง กลับเข้าสู่เหตุผล 10) Silence: ใช้ความเงียบกดดัน เพราะหลายคนแพ้ความเงียบก่อนแพ้เหตุผล ความเงียบเป็นเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก หลังจากคุณพูดข้อเสนอออกไป อีกฝ่ายอาจไม่พูดอะไรเลย ปล่อยให้คุณนั่งกับความอึดอัด แล้วหวังว่าคุณจะเริ่มอธิบายเพิ่ม ลดเพิ่ม หรือเสนอเงื่อนไขใหม่เอง หลายคนไม่ได้แพ้การเจรจา แต่แพ้เพราะต้องการเติมประโยคในความเงียบ ข้อดี: ทำให้อีกฝ่ายพูดมากเกินจำเป็น เปิดทางให้อีกฝ่ายยอมเอง และไม่ต้องพูดอะไรก็สร้างแรงกดดันได้ ข้อเสีย: ใช้ไม่ได้กับทุกคน ถ้าทำพร่ำเพรื่อจะดูเป็นเกม และบรรยากาศอาจอึดอัดเกินเหตุ วิธีรับมือ: ฝึกทนความเงียบให้ได้ เพราะบางครั้งการไม่รีบพูด คือการต่อรองที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าจะพูด ให้พูดสั้นและคุมทิศทาง เช่น “มีส่วนไหนที่อยากให้ขยายเพิ่มไหมคะ” วิธีรับมือ 10 มุกนี้แบบไม่เสียตัวตน แม้ทั้ง 10 มุก จะหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่เป้าหมายคล้ายกันมาก คือทำให้คุณรีบ กลัว รู้สึกผิด อยากสร้างบรรยากาศให้รอด หรือยอมๆไปเถอะ เพื่อลดความอึดอัด เพราะฉะนั้น วิธีรับมือที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การสวนกลับให้เสียความรู้สึกเสมอไป แต่คือการมีสติที่มั่นคงพอจะไม่หลุดง่าย แนวทางคือ: เมื่อสังเกตได้ว่า เกมตอนนี้ เขากำลังทำอะไรอยู่ อย่ารีบ ไม่จำเป็นต้องตอบทันที เพียงเพราะอีกฝ่ายอยากให้ตอบ กลับมาที่ข้อเท็จจริงข้อมูล มาตรฐาน ขอบเขต มูลค่า และทางเลือก ทุกการยอม ควรมีการแลก อย่าปล่อยให้การถอย (Concession) หลุดออกจากมือแบบฟรี ๆ ถ้าคุณกำลังเจรจาต่อรอง รักษาความนิ่ง เพราะความนิ่งในการเจรจา ไม่ได้แปลว่าอ่อนหัด แต่มักแปลว่าคุณสุขุม บทสรุป ต่อรองให้เป็น โดยไม่ต้องกลายเป็นคนที่เราไม่ชอบ การเจรจาที่ดี ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ ไม่จำเป็นต้องกดอีกฝ่าย และไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง จนอีกฝ่ายมึน แต่มันต้องการอย่างหนึ่งมาก ๆ คือความสามารถในการไม่เสียศูนย์ เมื่ออีกฝ่ายพยายามดึงคุณออกจากสมดุล ในโลกการทำงานจริง เราไม่ได้ต้องการชนะทุกครั้ง แต่เราต้องการไม่เสียมูลค่าโดยไม่รู้ตัว ไม่ยอมเพราะเกรงใจเกินเหตุ ไม่รีบเพราะถูกกดดันด้วยเวลา และไม่หลงคิดว่า บรรยากาศดี เท่ากับดีลดีเสมอไป บางครั้งการเจรจาไม่ได้พังเพราะข้อเสนอไม่ดี แต่มันพังเพราะคนหนึ่งอ่านเกมไม่ออก และอีกคนอ่านออกหมดแล้ว ดังนั้น ยิ่งคุณเข้าใจมุกเหล่านี้มากขึ้น คุณก็ยิ่งไม่ต้องกลัวการต่อรอง เพราะเมื่อเราเห็นมุก เราจะไม่ตกมุกง่าย ๆ และนั่นอาจเป็นนิยามของนักเจรจามืออาชีพที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า แต่คือคนที่รักษาทั้งมูลค่า จุดยืน และความสัมพันธ์ได้พร้อมกัน ©Copyright - All rights reserved. สนใจอบรมทักษะการเจรจาต่อรอง (Effective Negotiation) ติดต่อแอคคอมกรุ๊ป โทร 02 197 4588-9 Email: info@aclc-asia.com #อบรมการเจรจาและต่อรอง #อบรมEffectiveNegotiation

  • ผู้นำในยุค AI: ทำไม Human-Centric Leadership จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

    ผู้นำในยุค AI: ทำไม Human-Centric Leadership จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีเร่งทุกอย่าง องค์กรยิ่งต้องออกแบบเงื่อนไข ที่ทำให้คนยังคิด เรียนรู้ และเติบโตได้จริง องค์กรจำนวนมากกำลังเร่งใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity แต่สิ่งที่เรายังถามกันน้อยเกินไปคือ เมื่อทุกอย่างเร็วขึ้น ผู้นำจะทำอย่างไรไม่ให้ “คุณภาพของความเป็นมนุษย์” ค่อยๆ หายไปจากระบบ ทุกวันนี้องค์กรจำนวนมาก กำลังนำ AI เข้ามาใช้ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ดีมาก เร็วขึ้น คุ้มขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และตอบโจทย์ Productivity ได้ชัดขึ้น ฟังดูไม่มีอะไรผิดเลย แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ทั้งหมดนี้ทำให้องค์กร คิดดีขึ้น  ด้วยหรือไม่ หรือเราอาจกำลังอยู่ในยุคที่คำตอบมาเร็วขึ้น แต่คุณภาพของการคิดไม่ได้โตขึ้นตาม ดิฉันเชื่อว่า นี่คือเหตุผลที่ Human-Centric Leadership  ไม่ใช่เรื่องเสริม ไม่ใช่เรื่องสวยงาม และไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ไม่ใช่เพราะโลกต้องการความอ่อนโยนมากขึ้นอย่างเดียว แต่เพราะเมื่อเทคโนโลยีเร่งทุกอย่าง ผู้นำยิ่งต้องเข้าใจว่า อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ยังคิดได้ดี เรียนรู้ได้จริง และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะ AI อาจช่วยให้ข้อมูลมาเร็วขึ้น ช่วยให้การวิเคราะห์เร็วขึ้นช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนจะใช้วิจารณญาณดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ทีมจะไว้ใจกันมากขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือองค์กรจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ พูดอีกแบบคือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้การันตีคุณภาพของการเติบโต Human-Centric Leadership ไม่ใช่เรื่อง Soft แต่มันคือเรื่อง Strategic มาก หลายคนได้ยินคำว่า human-centric แล้วอาจเผลอคิดว่าเป็นเรื่องของความใจดี เรื่องของการดูแลคน หรือเรื่องของการทำให้องค์กรนุ่มนวลขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ในยุค AI คำว่า human-centric ไม่ได้แปลว่า performance สำคัญน้อยลงแต่มันแปลว่า เราต้องออกแบบ performance ใหม่ เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ทำให้องค์กรแตกต่างกันจริงๆ อาจไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่อยู่ที่ว่าองค์กรไหน ยังรักษา และยกระดับความสามารถของมนุษย์ได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็น.... การคิดอย่างมีคุณภาพ การใช้วิจารณญาณ การตั้งคำถามที่ดี ความกล้าพูดความจริง การเรียนรู้ร่วมกัน และการเติบโตโดยไม่สูญเสียตัวเองระหว่างทาง ดังนั้น Human-Centric Leadership ไม่ใช่การลดมาตรฐานของ Performance แต่มันคือการออกแบบ Performance ใหม่ โดยยึดความสามารถของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และในความเห็นของดิฉัน นี่ไม่ใช่เรื่อง “น่าทำ” อย่างเดียว แต่มันคือเรื่องที่ จำเป็นต้องทำ  ถ้าองค์กรอยากเติบโตอย่างมีคุณภาพในยุค AI ปัญหาไม่ใช่ AI ปัญหาคือกรอบคิดที่เราใช้กับ AI สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การที่องค์กรใช้ AI แต่คือการที่หลายองค์กรใช้ AI ภายใต้ mindset เดิม คือมองว่าเทคโนโลยีมีไว้เพื่อ เร่ง output ลดเวลา ลดต้นทุน ลดคน และทำให้ทุกอย่างวัดได้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ไม่ผิด แต่ถ้านี่คือกรอบเดียวที่ใช้ องค์กรอาจกำลังได้บางอย่าง พร้อมกับเสียบางอย่างไปโดยไม่รู้ตัว นั่นหมายความว่า หากองค์กรเร่งใช้ AI โดยไม่ออกแบบเรื่อง trust, learning, work design และ human sustainability ไปพร้อมกัน องค์กรอาจได้ efficiency ระยะสั้น แต่กำลังบั่นทอนเงื่อนไขที่ทำให้คนคิด เรียนรู้ และเติบโตได้ดีในระยะยาว อาจได้ speed แต่เสียคุณภาพของการเรียนรู้ อาจได้คำตอบเร็วขึ้น แต่เสียความสามารถในการตั้งคำถามที่ดี อาจได้ประสิทธิภาพ แต่เสีย trust แบบเงียบๆ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหลายองค์กรไม่ได้ขาด talent ไม่ได้ขาด data และไม่ได้ขาด tools สิ่งที่ขาดจริงๆ คือ พื้นที่ให้คิด จังหวะให้เรียนรู้ ความปลอดภัยทางจิตใจ ความเชื่อใจ และระบบที่ทำให้การเติบโตเกิดขึ้นในงานจริง AI อาจเพิ่ม productivity ได้ แต่ถ้าออกแบบผิด มันอาจลดคุณภาพของการคิดโดยไม่รู้ตัว ถ้าระบบไม่ดีพอ คนจะเริ่ม “ทำงานเร็วขึ้น” แต่ “คิดน้อยลง” นี่คือความเสี่ยงที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากพอ เมื่อองค์กรเร่งทุกอย่าง ประชุมต้องเร็ว ตอบต้องเร็ว ตัดสินใจต้องเร็ว ส่งงานต้องเร็ว คนจะค่อยๆ เข้าสู่โหมด reaction โดยไม่รู้ตัว คือทำงานได้ ตอบได้ ส่งได้ แต่ไม่ได้หยุดคิดจริงๆ และถ้าองค์กรไม่ออกแบบพื้นที่ให้ pause ไม่ออกแบบวัฒนธรรมให้ตั้งคำถาม ไม่ออกแบบระบบให้คนเรียนรู้จากงาน คนก็จะเริ่มพึ่งพาคำตอบมากกว่าพัฒนาคุณภาพของการคิด นี่คือจุดที่ AI กลายเป็นทั้ง “ตัวช่วย” และ “ตัวทดสอบ” มันช่วยได้มาก แต่ก็เปิดโปงด้วยว่า ระบบของเราดีพอไหม คนของเราคิดเป็นไหม ทีมของเราไว้ใจกันพอไหม และผู้นำของเราสร้างเงื่อนไขให้คนเติบโตจริงหรือเปล่า ดิฉันมองว่า Human-Centric Leadership ต้องมีอย่างน้อย 3 ชั้น เพื่อไม่ให้คำว่า human-centric กลายเป็นแค่คำสวยๆ ดิฉันคิดว่าองค์กรควรจะออกแบบอย่างน้อย 3 ชั้นนี้ ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน 1) Psychological Safety ถ้าคนไม่รู้สึกปลอดภัย เขาจะไม่กล้าคิดต่าง เขาจะไม่กล้าพูดว่า “ฉันยังไม่แน่ใจ” “ข้อมูลนี้ยังไม่พอ” “คำตอบจาก AI อาจยังไม่ใช่” “ฉันเห็นความเสี่ยงบางอย่าง” องค์กรที่เร่งใช้ AI แต่ไม่สร้าง psychological safety อาจได้ความเร็วเพิ่มขึ้น แต่สูญเสียความจริงในห้องประชุม และเมื่อความจริงไม่ถูกพูดออกมา การตัดสินใจก็ยากจะดีได้จริง เมื่อคนไม่ปลอดภัยพอ เขาจะไม่ได้หยุดคิด เขาจะเริ่มป้องกันตัว 2) Trust ชั้นที่สองคือ trust ถ้าไม่มี trust คนจะไม่ร่วมคิดกันจริง ไม่ร่วมเรียนรู้กันจริง และไม่กล้าทดลองสิ่งใหม่จริง ในบางองค์กร คนไม่ได้ต่อต้าน AI เพราะไม่อยากพัฒนา แต่เพราะไม่แน่ใจว่า AI กำลังถูกใช้เพื่อช่วยเขา หรือค่อยๆ ลดคุณค่าของเขาในระบบ ผู้นำในแบบ Human-centric จึงเน้นทำให้คนรู้สึกว่า เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนความเป็นมนุษย์ แต่เข้ามาเพื่อช่วยให้มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น เติบโตได้ดีขึ้น และมีคุณค่ามากขึ้น ถ้าคนไม่เชื่อว่า องค์กรใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นธรรม เขาอาจจะไม่ทุ่มพลังใจให้กับการเปลี่ยนแปลงนั้นจริงๆ 3) Growth Infrastructure ชั้นที่สามคือ ระบบของการเติบโต ต่อให้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้น และเชื่อใจกันมากขึ้น แต่ถ้าองค์กรไม่มีระบบที่ทำให้การคิด การสะท้อน และการเรียนรู้เกิดขึ้นจริง คนก็ยังอาจทำงานแบบ autopilot อยู่ดี องค์กรจึงต้องออกแบบให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้น เช่น การตั้งคำถามที่ดีในที่ประชุม feedback ที่ช่วยให้คิดต่อ ไม่ใช่แค่บอกผิด การทบทวนบทเรียนหลังงาน check-in สั้นๆ ที่ทำให้คนได้คิด ไม่ใช่แค่รายงาน การ pause ก่อนรีบตอบหรือรีบตัดสินใจ เพราะสุดท้ายแล้ว คนไม่ได้เติบโตเพราะองค์กรมีเจตนาดี แต่เติบโตเพราะองค์กรมีระบบ ที่เอื้อให้การเติบโตเกิดขึ้นได้จริง หากมองข้าม Human-centric Leadership อาจนำไปสู่การเดินเกมพลาด ในยุค AI ไม่ใช่เพราะองค์กรใช้เทคโนโลยีผิด แต่เพราะองค์กรไม่ได้ออกแบบระบบให้มนุษย์เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี คำถามสำคัญของยุค AI จึงอาจไม่ใช่เพียง " เราจะใช้ AI อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์มากขึ้น" แต่คือ " เราจะออกแบบองค์กรอย่างไร ให้คนยังคิดได้ดีขึ้น เรียนรู้ได้จริงขึ้น และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นไปพร้อมกับ AI" นี่คือความหมายของ Human-Centric Leadership ในแบบที่ดิฉันเชื่อ มันไม่ใช่การย้อนกลับไปปกป้องมนุษย์จากเทคโนโลยี แต่มันคือการออกแบบระบบที่ทำให้เทคโนโลยีและมนุษย์ยกระดับกันและกัน และถ้าองค์กรทำสิ่งนี้ไม่ได้ องค์กรอาจเร็วขึ้นจริง แต่ไม่ได้ฉลาดขึ้น ไม่ได้ลึกขึ้น และไม่ได้เติบโตอย่างยั่งยืนขึ้น ในโลกที่ AI ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น บทบาทใหม่ของผู้นำ อาจไม่ใช่การเร่งให้คนทำงานมากขึ้นอย่างเดียว แต่คือการปกป้อง และออกแบบเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ยังคิดได้ดี เชื่อใจกันได้ และเติบโตได้จริง Author bio ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ, Ph.D., MCC เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ AcComm Group ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างวัฒนธรรมการโค้ช และการพัฒนาองค์กรในยุค AI มีประสบการณ์ทำงานกับผู้นำและองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมสี่ทวีป ตลอดเวลากว่า 20 ปี เป็นโค้ชคนไทยที่ได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 50 Coaches โดย Thinkers50 และ Coaching.com ผลงานของเธอ มุ่งเน้นการทำให้การพัฒนาคนเกิดขึ้นได้จริงในงาน และเชื่อมโยงกับการเติบโตขององค์กรอย่างมีประสิทธิผล และมีความหมาย FAQ 1) Human-Centric Leadership ในยุค AI แตกต่างจากการเป็นผู้นำแบบ “ใส่ใจคน” ทั่วไปอย่างไร? Human-Centric Leadership ไม่ได้หมายถึงการใจดีขึ้น หรือให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการออกแบบงาน การสื่อสาร และสภาพแวดล้อมการทำงาน ให้ผู้คนยังสามารถคิด ใช้วิจารณญาณ เรียนรู้ และเติบโตได้จริง แม้ในวันที่เทคโนโลยีเร่งทุกอย่างให้เร็วขึ้น ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่อง soft แต่เป็นเรื่องของการออกแบบ performance ใหม่ โดยยึดความสามารถของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง 2) ถ้าองค์กรเริ่มใช้ AI ไปมากแล้ว ผู้นำควรเริ่มต้นสร้าง Human-Centric Leadership จากตรงไหน? จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ควรเริ่มจาก 3 เรื่องสำคัญ คือ (1) Psychological Safety  ทำให้คนกล้าพูด กล้าถาม และกล้าทักเมื่อเห็นความเสี่ยง (2) Trust  ทำให้คนเชื่อว่าเทคโนโลยีถูกใช้ เพื่อยกระดับการทำงาน ไม่ใช่ลดคุณค่าของมนุษย์ (3) Growth Infrastructure   สร้างระบบของการตั้งคำถาม การสะท้อนคิด การ feedback และการเรียนรู้จากงานจริงให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรจะไม่กลายเป็น human-centric ได้จาก mindset อย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากระบบที่เอื้อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงในงานประจำวัน ©Copyright - All rights reserved. #HumanCentricLeadership ผู้นำในยุค AI: ทำไม Human-Centric Leadership จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

  • Human–AI Intelligence: 5 บทเรียนจากองค์กรที่ใช้ AI ได้ผลจริง

    รับฟังจาก Podcast Click Human–AI Intelligence: 5 บทเรียนจากองค์กรที่ใช้ AI ได้ผลจริง ช่วงนี้เราได้ยินเรื่อง Human Intelligence เชื่อมกับ AI หรือ Artificial Intelligence บ่อย ๆ นะคะ หลายองค์กรก็เริ่มนำ AI มาใช้กันจริงจังมากขึ้น แต่คำถามที่ดิฉันสนใจ…ไม่ใช่แค่ว่า AI ทำอะไรได้บ้างนะคะ แต่คือ ทำไมบางองค์กรใช้ AI แล้วได้ผลจริงแต่บางองค์กร… ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ดิฉันเลยลองไปคุยกับพี่เจี๊ยบ (ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ) และได้เรียนรู้กรณีศึกษาจากหลายองค์กร เธอได้ถอดออกมาเป็น 5 บทเรียนสำคัญ จากองค์กรที่สามารถผสาน Human กับ AI ได้อย่างลงตัวและเกิดประสิทธิผลจริง มาดูกันค่ะว่าองค์กรเหล่านี้… เขาทำอะไร “แตกต่าง” บทเรียนที่ 1: เขาเริ่มจาก “การตัดสินใจ” ไม่ใช่เริ่มที่ AI สิ่งแรกที่น่าสนใจมากคือ องค์กรที่ใช้ AI ได้ผลไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “เราจะใช้ AI ทำอะไรดี” แต่เริ่มจากคำถามว่า “เราต้องการตัดสินใจอะไร… ให้ดีขึ้น” ตัวอย่างที่ชัดมากคือ Netflix Netflix ไม่ได้เริ่มจาก algorithm ที่เก่งที่สุด แต่เขาชัดมากกับคำถามว่า ผู้ใช้คนนี้… ควรดูอะไรต่อไป พอคำถามชัดAI ก็ทำงานได้ชัด บทเรียนที่ 2: AI ให้คำตอบ แต่คำถามกลับสำคัญกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่พี่เจี๊ยบเล่าให้ฟังคือ AI ทำให้เราได้คำตอบเร็วขึ้นมากอันนี้จริง แต่… ไม่ได้แปลว่าคำตอบนั้นจะ “ใช่” เสมอไป ตัวอย่างคือ Amazon Amazon ใช้ AI แนะนำสินค้าได้ดีมาก แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือคำถามว่า ลูกค้าคนนี้… กำลังพยายามตัดสินใจอะไรอยู่ AI ของ Amazon เลยไม่ใช่แค่ Recommendation แต่เป็นการช่วย “ตัดสินใจ” บทเรียนที่ 3: ความได้เปรียบ… อยู่ที่ Decision Quality หลายองค์กรมี AI เหมือนกันนะคะ แต่ผลลัพธ์ต่างกันมาก ตัวอย่างคือ UPS UPS ใช้ AI ช่วยวางแผนเส้นทาง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ AI ทำให้ การตัดสินใจจำนวนมาก… ดีขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่แค่เร็วขึ้น แต่ “ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ” บทเรียนที่ 4: Data ไม่พอ… ถ้ายังไม่ได้ออกแบบ “ประสบการณ์การตัดสินใจ” อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Disney ค่ะ เวลาเราพูดถึง Disney เรามักจะนึกถึง “ประสบการณ์ที่ดี” แต่พอลองมองลึกลงไป สิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่แค่การใช้ AI แต่คือการ “ออกแบบทั้ง journey” ของลูกค้า… ตั้งแต่ก่อนที่ประสบการณ์จะเริ่มขึ้น ตั้งแต่การจองตั๋วการวางแผนเครื่องเล่นหรือแม้แต่การเลือกว่าจะไปที่ไหนต่อ และเมื่อเราไปถึง เราแทบไม่ต้องคิดเลย ไม่ต้องหาบัตรไม่ต้อง check-inไม่ต้องตัดสินใจซ้ำ ๆ ทุกอย่างมัน “ไหล” ไปเอง ระบบเริ่มช่วยเรา “ตัดสินใจ” แล้ว ถ้าใครเคยไป Disney อาจจะจำ wristband ที่เขาให้เราได้ เส้นเล็ก ๆ ที่เราใช้เข้าเครื่องเล่นเปิดห้องหรือจ่ายเงิน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มันไม่ได้เป็นแค่ gadget แต่มันเป็น “ส่วนหนึ่งของระบบ”ที่ทำให้เราไม่ต้องตัดสินใจซ้ำ ๆ ตลอดวัน เหมือนกับว่า การตัดสินใจถูกออกแบบไว้ให้เราแล้ว และเบื้องหลังของความสะดวกง่ายดายนั้น คือการเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทุก interactionกลายเป็น data และ data เหล่านี้ถูกใช้ในการ “ปรับประสบการณ์แบบ real-time” บทเรียนที่ 5: สิ่งที่ขาด… อาจไม่ใช่ AI บทเรียนสุดท้ายที่พี่เจี๊ยบชวนคิดต่อคือ หลายองค์กรมีครบแล้วค่ะ มี Data มี AI มี Dashboard แต่สิ่งที่ยังไม่ชัดคือ เรามี “ระบบ” ที่ทำให้คนคิดและตัดสินใจร่วมกันได้ดีพอหรือยัง เพราะสุดท้ายแล้ว AI ไม่ได้ทำให้การคิดของเราดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ถ้าจะสรุปทั้งหมดนี้ มันอาจไม่ใช่เรื่องว่าAI เก่งแค่ไหน แต่คือ องค์กรที่ใช้ AI ได้ผลเขาคิดและตัดสินใจ “ต่างออกไป” และในโลกของ Human–AI Intelligence คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เรามี AI หรือยัง” แต่คือ เรามีระบบที่ทำให้คนและ AI คิดและตัดสินใจร่วมกันได้ดีพอหรือยัง สรุป: Human–AI Intelligence: 5 บทเรียนจากองค์กรที่ใช้ AI ได้ผลจริง องค์กรที่เริ่มจาก AI มักได้เทคโนโลยี แต่องค์กรที่เริ่มจาก “การตัดสินใจ”จะได้ผลลัพธ์ AI ให้คำตอบได้เร็วขึ้น แต่ถ้าคำถามไม่ชัดคำตอบก็ไม่มีความหมาย ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครมี AI มากกว่า แต่อยู่ที่ใครตัดสินใจได้ดีกว่า… อย่างสม่ำเสมอ Data ทำให้เรารู้มากขึ้นแต่ถ้าคนยัง “เข้าใจไม่ตรงกัน”องค์กรก็ยังตัดสินใจไม่ได้ดีขึ้น สิ่งที่หลายองค์กรยังขาดไม่ใช่ AI แต่คือ “ระบบ”ที่ทำให้คนและ AI คิดและตัดสินใจร่วมกันได้ดีขึ้น Key Insights AI does not create value—decision quality does Organizations that succeed with AI design decisions, not just systems Human–AI Intelligence is about thinking together, not just using tools Explore more about AI and Leadership , click ©Copyright - All rights reserved.

  • Leading Across Generations

    When the Same Words Mean Different Things! - Leading across generations (For Thai language, please click) Leadership today is not only about making better decisions. It is about enabling people who grew up in very different worlds to interpret the same conversation in the same room. When Baby Boomers, Generation X, Millennials, and Generation Z work together, the challenge for leaders is no longer simply managing people. It is designing conversations. When the Same Question Is Interpreted Differently A leader asks during a meeting: "What do you think we should do next?" A senior manager who has spent decades in the organization remains silent. He is waiting for the leader to provide direction. At the same time, a younger employee immediately begins offering ideas, assuming the leader has opened the floor for discussion. The same question. Yet people hear different meanings. This situation happens in organizations around the world, not because people fail to understand one another, but because they grew up in different worlds. Why Generational Conversations Matter Again For several years, discussions about generational differences at work became less prominent. Many organizations worried that labeling people by generation might oversimplify individuals. Yet today’s workplace faces a historically unusual situation. For the first time, four or even five generations are working side by side at a moment when: technology is advancing exponentially digital transformation is reshaping organizations expectations about leadership are evolving rapidly Each generation entered the workforce in a different technological and social environment. These environments shaped how people interpret authority, decision-making, collaboration, and leadership communication. Different Worlds Shape Different Mindsets Generation Birth Years Global Context Baby Boomers 1946–1964 Post-war rebuilding and institutional stability Generation X 1965–1980 Globalization and corporate restructuring Millennials (Gen Y) 1981–1996 The rise of the internet and social media Generation Z 1997–2012 The smartphone and always-connected world Generation Alpha 2013–present The age of AI and immersive digital technologies These contexts influence how people think, learn, and interpret conversations. Scholars such as Geert Hofstede and Edward T. Hall showed that people differ in how they perceive authority, structure, and communication context. Although these frameworks were originally developed to explain cultural differences between countries, we increasingly observe similar patterns between generations within organizations. When worlds differ, interpretations differ. Generations and Career Design In the past, career paths within organizations were relatively predictable. Many people started in one role and progressed gradually through established hierarchies. Today careers are far more dynamic. Individuals may shift roles, develop new capabilities, or move across industries multiple times during their working lives. In this environment, generational diversity becomes a powerful learning resource. Experienced generations often contribute judgment, systems thinking, and strategic perspective. Younger generations frequently bring agility with emerging tools and new ways of working. Learning therefore becomes two-way rather than one-directional. Organizations that understand this dynamic often adapt faster and make more balanced decisions. When Worlds Differ, Organizations Need an Adapter Consider electrical outlets across different countries. Plugs vary in shape and structure. Yet a simple tool allows them to connect: an adapter. Multigenerational teams work in a similar way. Each generation brings its own thinking style, like different plug types. Trying to make everyone think the same rarely works. What organizations need instead is an adapter for conversations. Coaching: The Language of Multigenerational Leadership Coaching plays that role. It does not force people to think alike. Instead, it enables people from different worlds to connect their perspectives. Coaching begins not with answers, but with questions. Good questions help people: articulate their perspectives connect different experiences build shared understanding When leaders use questions rather than directives, conversations shift from "Who is right?" to "How can we understand this situation together?" The Generational Conversation Adapter Model (AcComm Group) Each generation enters a conversation through different lenses: Context Lens – the world in which they grew up Expectation Lens – their experiences of leadership and authority Communication Lens – the communication style they are accustomed to When leaders communicate only through their own lens, misinterpretation easily occurs. Coaching introduces a connecting process: Leadership Insight: Leading Across Generations The real challenge of multigenerational teams is not age. It is interpretation. Leaders may not be able to make everyone think the same way. But they can design conversations that allow people to think together. When conversations connect perspectives, generational differences stop being barriers. Instead, they become sources of learning, innovation, and organizational transformation. In an era of rapid technological change and constant adaptation, leadership is no longer defined only by having the best answers. It is defined by the ability to connect perspectives from people who grew up in different worlds. This is why coaching is increasingly becoming the language of leadership in a multigenerational workplace. ©Copyright - All rights reserved. Author: Atchara Juicharern, Ph.D., MCC is Founder and CEO of AcComm Group, a leadership and coaching development firm based in Thailand. Recognized as #1 Coach in Asia through the Thinkers50 Marshall Goldsmith Coaching Award initiative and named among the Top 50 Global Coaches by Thinkers50 and Coaching.com, she works with leaders and organizations across multiple continents to develop coaching cultures and human-centered leadership. Explore our Client's Impact and Case Studies Learn more about our approach to building a Coaching Culture in organizations In multigenerational workplaces, leadership is no longer only about providing answers. It is about designing conversations that connect perspectives from people who grew up in different worlds.

  • Leading Across Generations: เมื่อคำพูดเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน

    Leading Across Generations: เมื่อคำพูดเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน (Multigenerational Leadership - for English language, please click here) ภาวะผู้นำในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการตัดสินใจให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถในการทำให้ผู้คนที่เติบโตมาในโลกที่แตกต่างกัน สามารถตีความบทสนทนาเดียวกันในห้องประชุมเดียวกันได้ เมื่อ Baby Boomers, Gen X, Millennials และ Gen Z ทำงานร่วมกัน ความท้าทายของผู้นำ จึงไม่ใช่เพียงการจัดการคน แต่คือการออกแบบบทสนทนา   เมื่อคำถามเดียวกัน ถูกตีความต่างกัน หลังจากผู้นำถาม “คุณคิดว่าเราควรทำอย่างไรต่อดี?”  ห้องประชุมเงียบไปชั่วครู่ ผู้จัดการอาวุโสที่ทำงานในองค์กรมากว่าสามสิบปีนั่งนิ่ง เขากำลังรอฟังว่าผู้นำจะให้ทิศทางอย่างไร ในขณะเดียวกัน พนักงานรุ่นใหม่เริ่มเสนอไอเดียทันที เพราะเขาคิดว่าผู้นำกำลังเปิดพื้นที่ให้ทุกคน brainstorm   คำถามเดียวกัน แต่คนในห้องประชุมกำลังได้ยิน คนละความหมาย และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรทั่วโลก ไม่ใช่เพราะคนไม่เข้าใจกัน แต่เพราะพวกเขา เติบโตมาในโลกที่แตกต่างกัน   บทความนี้ เราจะมาสำรวจประเด็นสำคัญต่อไปนี้: เหตุใดบทสนทนาระหว่าง Generation จึงกลับมามีความสำคัญอีกครั้งในโลกการทำงานปัจจุบัน โลกที่แตกต่างกันหล่อหลอมวิธีคิดและมุมมองในการทำงานอย่างไร ความหลากหลายระหว่าง Generation ส่งผลต่อการออกแบบเส้นทางอาชีพ (Career Design) อย่างไร เหตุใดองค์กรจึงต้องมี “Adapter” ของบทสนทนา เมื่อมุมมองของผู้คนแตกต่างกัน โมเดล Generational Conversation Adapter Model ของ AcComm Group ข้อคิดเชิงภาวะผู้นำ สำหรับการนำทีมที่มีหลาย Generation ทำงานร่วมกัน   I. ทำไมเรื่อง Generation จึงกลับมาสำคัญอีกครั้ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพูดถึงความแตกต่างระหว่าง Generation ในโลกการทำงานเริ่มลดความสำคัญลง หลายคนกังวลว่าการแบ่งผู้คนตาม Generation อาจนำไปสู่การเหมารวม   อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของโลกการทำงานในปัจจุบันมีความพิเศษกว่าที่เคย เป็นครั้งแรกที่ สี่หรือห้ารุ่นทำงานร่วมกันในองค์กร  ในช่วงเวลาเดียวกับที่..... เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด องค์กรกำลังเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และความคาดหวังต่อภาวะผู้นำกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อปัจจัยเหล่านี้มาบรรจบกัน จึงส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ผู้คน ตีความการทำงาน ภาวะผู้นำ และบทสนทนาในชีวิตประจำวันขององค์กร   ในช่วงเวลาที่องค์กรจำนวนมากกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล หรือการนำ AI เข้ามาใช้ ความแตกต่างระหว่าง Generation จึงไม่ได้เป็นเพียงความหลากหลายของทีม แต่กลายเป็น ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ขององค์กร   Generation ที่มีประสบการณ์ยาวนานมักมีความเข้าใจระบบ ธุรกิจ และความเสี่ยงในเชิงลึก ในขณะที่ Generation ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีใหม่ มักมีความคล่องตัว ในการทดลองเครื่องมือและวิธีทำงานรูปแบบใหม่   องค์กรที่สามารถเชื่อมสองมุมมองนี้เข้าด้วยกันได้ มักสามารถเปลี่ยนผ่านองค์กรได้เร็วกว่า และตัดสินใจได้อย่างสมดุลมากขึ้น   ประสบการณ์เกี่ยวกับความเชื่อถือที่แตกต่างกัน อีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อมุมมองของแต่ละ Generation คือประสบการณ์เกี่ยวกับ ความเชื่อถือ อำนาจ และภาวะผู้นำ สำหรับบาง Generation ความเชื่อถือถูกสร้างผ่านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระยะยาว และโครงสร้างที่ชัดเจน ในขณะที่ Generation ที่อายุน้อยกว่า มักสร้างความเชื่อถือผ่าน ความโปร่งใส การเปิดบทสนทนา และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ประสบการณ์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ทำให้แต่ละ Generation มีความคาดหวังต่อผู้นำต่างกัน และตีความคำถามของผู้นำในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน   II.   โลกที่ต่างกัน หล่อหลอมวิธีคิดที่ต่างกัน องค์กรมีสี่หรือห้า Generation ทำงานเคียงข้างกัน แต่ละ Generation เติบโตมาในบริบทของโลกที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง: Generation ช่วงปีเกิด บริบทของโลกที่เติบโตมา Baby Boomers 1946–1964 โลกหลังสงครามและความมั่นคง Generation X 1965–1980 โลกาภิวัตน์และการปรับโครงสร้างองค์กร Millennials 1981–1996 การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและ โซเชียลมีเดีย Generation Z 1997–2012 ยุคสมาร์ตโฟน Generation Alpha 2013–ปัจจุบัน ยุค AI บริบทเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิธีที่ผู้คนคิด เรียนรู้ และตีความบทสนทนา นักวิชาการด้านวัฒนธรรม เช่น Geert Hofstede และ Edward T. Hall อธิบายว่าผู้คนมีความแตกต่างกันในการรับรู้เรื่องอำนาจ โครงสร้าง และบริบทของการสื่อสาร แม้กรอบแนวคิดเหล่านี้จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบันเราพบรูปแบบที่คล้ายกัน ระหว่าง Generation ภายในองค์กรเดียวกัน เมื่อโลกต่างกัน วิธีทำงานจึงต่างกัน เมื่อเติบโตมาในโลกที่ต่างกัน แต่ละ Generation จึงมีแนวโน้มแตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น วิธีตีความบทบาทของผู้นำ ความสบายใจต่อความไม่แน่นอน ความคาดหวังต่อ feedback ความเร็วในการตัดสินใจ วิธีมีส่วนร่วมในการสนทนา ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า Generation ใดทำงานได้ดีกว่าอีก Generation หนึ่ง แต่มันสะท้อนเพียงว่า ผู้คนกำลังใช้กรอบความคิดที่ถูกสร้างขึ้นจากโลกที่แตกต่างกัน   III.   Generation และการออกแบบ Career ในโลกใหม่ ในอดีต เส้นทางอาชีพในองค์กรค่อนข้างชัดเจน หลายคนเริ่มต้นในตำแหน่งหนึ่ง และค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามลำดับขั้น แต่ในโลกการทำงานปัจจุบัน Career มีลักษณะเป็น Dynamic Career Path  มากขึ้น หลายคนเปลี่ยนบทบาท เปลี่ยนทักษะ หรือแม้แต่เปลี่ยนอุตสาหกรรมหลายครั้งตลอดชีวิตการทำงาน   ความแตกต่างระหว่าง Generation จึงสามารถกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญขององค์กร คนที่มีประสบการณ์ยาวนานมักนำมาซึ่งวิจารณญาณ ความเข้าใจระบบ และมุมมองเชิงกลยุทธ์ ขณะที่คนรุ่นใหม่มักมีความคล่องตัวในการใช้เครื่องมือใหม่และวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ การเรียนรู้จึงไม่ได้ไหลจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดเป็น Two-way Learning องค์กรที่เข้าใจความแตกต่างนี้ มักสามารถออกแบบการพัฒนาคน และการสร้าง Career Path ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์โลกใหม่ได้ดีกว่า   IV.   เมื่อโลกต่างกัน องค์กรจึงต้องมี “Adapter” ลองจินตนาการว่าเรากำลังเดินทางไปหลายประเทศ ปลั๊กไฟแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บางประเทศใช้หัวแบน บางประเทศใช้หัวกลม แต่มีเครื่องมือหนึ่ง ที่ทำให้ทุกอย่างใช้งานร่วมกันได้ นั่นคือ Universal Adapter Adapter ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบปลั๊กของแต่ละประเทศ แต่มันช่วยให้ระบบที่ต่างกันเชื่อมต่อกันได้ ทีมที่มีหลาย Generation ก็คล้ายกัน วิธีคิดของแต่ละ Generation เปรียบเหมือนปลั๊กที่มีรูปแบบต่างกัน การพยายามทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันอาจไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่องค์กรต้องการจริง ๆ คือ Adapter ของบทสนทนา   Coaching: ภาษาของผู้นำในโลกที่มีหลาย Generation การโค้ชทำหน้าที่เหมือน Adapter ของบทสนทนาในภาวะผู้นำ มันไม่ได้ทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ช่วยให้ผู้คนจากโลกที่แตกต่างกัน เชื่อมต่อความคิดกันได้ การโค้ชไม่ได้เริ่มจากคำตอบ แต่เริ่มจาก คำถาม คำถามที่ดีช่วยให้ผู้คน อธิบายมุมมองของตนเอง เชื่อมโยงประสบการณ์ที่แตกต่าง และสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อผู้นำใช้คำถามแทนคำสั่ง บทสนทนาจะเปลี่ยนจาก “ใครถูก ใครผิด” ไปสู่ “เราจะเข้าใจสถานการณ์นี้ร่วมกันได้อย่างไร”   V.  AcComm Group’s Generational Conversation Adapter Model ในบทสนทนา แต่ละ Generation มองโลกผ่านเลนส์ที่ต่างกัน Context Lens  – โลกที่พวกเขาเติบโตมา Expectation Lens  – ประสบการณ์ที่มีต่อผู้นำและอำนาจ Communication Lens  – รูปแบบการสื่อสารที่คุ้นเคย   เมื่อผู้นำสื่อสารผ่านเลนส์ของตนเองเพียงอย่างเดียว ความคลาดเคลื่อนในการตีความจึงเกิดขึ้นได้ง่าย การโค้ชนำแนวทางที่แตกต่างเข้ามา แทนที่จะให้คำตอบ ผู้นำใช้คำถามเพื่อเชื่อมมุมมอง คำถามเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็น Adapter ของบทสนทนา ซึ่งช่วยให้เลนส์ของแต่ละ Generation เชื่อมต่อกัน กระบวนการมักเกิดขึ้นตามลำดับดังนี้ IV.   Leadership Insight ความท้าทายของทีมที่มีหลาย Generation ไม่ใช่ความแตกต่างของอายุ แต่คือความแตกต่างของ การตีความ และภาวะผู้นำในวันนี้ คือความสามารถในการเชื่อมการตีความเหล่านั้น ให้เกิดการตัดสินใจร่วมกัน   เมื่อหลาย Generation ทำงานร่วมกัน ผู้นำอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้ แต่ผู้นำสามารถออกแบบ บทสนทนา  ที่ช่วยให้ทุกคนคิดร่วมกันได้   ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และองค์กรต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของผู้นำไม่ได้วัดจากการมีคำตอบที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่จากความสามารถในการเชื่อมมุมมองของผู้คนที่เติบโตมาในโลกที่แตกต่างกัน   เมื่อบทสนทนาเชื่อมต่อกันได้ ความแตกต่างระหว่าง Generation ก็ไม่ใช่อุปสรรคขององค์กรอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น พลังของการเรียนรู้ นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านองค์กร นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่สำคัญที่ Coaching กำลังกลายเป็นภาษาของผู้นำ ในโลกที่มีหลาย Generation ทำงานร่วมกัน   Key Insights in Brief: Multigenerational Leadership Leading Across Generations: เมื่อคำพูดเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน 1. ความท้าทายของทีมที่มีหลาย Generation ไม่ใช่เรื่องอายุ แต่คือเรื่องการตีความ คนต่าง Generation อาจได้ยินคำถามเดียวกัน แต่ตีความความหมายต่างกัน เพราะเติบโตมาในบริบทของโลกและเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนกัน   2. เทคโนโลยีไม่ได้แค่เปลี่ยนเครื่องมือ แต่เปลี่ยนวิธีคิดของคนแต่ละ Generation จากโลกก่อนดิจิทัล สู่โลกอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน และ AI แต่ละ Generation จึงมีมุมมองต่ออำนาจ การเรียนรู้ และการตัดสินใจที่แตกต่างกัน   3. ความแตกต่างระหว่าง Generation สามารถกลายเป็นทรัพยากรขององค์กร Generation ที่มีประสบการณ์ยาวนานมักมี judgement และความเข้าใจระบบ ในขณะที่ Generation ใหม่ มักมีความคล่องตัวด้านเทคโนโลยีและวิธีทำงานใหม่ องค์กรที่เชื่อมสองมุมมองนี้เข้าด้วยกันได้ มักสามารถเปลี่ยนผ่านองค์กรได้เร็วกว่า   4. การเรียนรู้ในองค์กรยุคใหม่ ไม่ใช่ One-way Learning อีกต่อไป การถ่ายทอดความรู้ไม่ได้ไหลจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดเป็น Two-way Learning  ที่แต่ละ Generation เรียนรู้จากกันและกัน   5. Coaching คือ Adapter ของบทสนทนาในองค์กรยุคใหม่ การโค้ชไม่ได้ทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ช่วยให้ผู้คนจากโลกที่แตกต่างกันสามารถเข้าใจมุมมองของกันและกัน และสร้างการตัดสินใจร่วมกันได้   ©Copyright - All rights reserved. เขียนโดย: ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ (Ph.D., MCC)  เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AcComm Group องค์กรที่ให้บริการด้านการพัฒนาองค์กร พัฒนาภาวะผู้นำและการสร้าง Coaching Culture ในองค์กร ได้รับการยกย่องให้เป็น #1 Coach in Asia จากโครงการ Thinkers50 Marshall Goldsmith Coaching Award และได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Top 50 Global Coaches โดย Thinkers50 และ Coaching.com   อ่านกรณีศึกษาความสำเร็จของลูกค้า ในการสร้างวัฒนธรรมการโค้ช คลิก สนใจโปรแกรมพัฒนาผู้นำ คลิก โปรแกรมการสร้าง Inclusive Leadership and Psychological Safety คลิก #Leadership #Coaching #GenerationalLeadership #FutureofWork #CoachingCulture #OrganizationalTransformation

  • Leading Change in Uncertainty | พัฒนาภาวะผู้นำในความไม่แน่นอน

    Leading Change in Uncertainty | พัฒนาภาวะผู้นำในความไม่แน่นอน เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ องค์กรและทีมของเรากำลัง “นำการเปลี่ยนแปลง” หรือแค่ “รับมือไปวัน ๆ”? ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรไม่ได้เผชิญแค่การแข่งขัน แต่กำลังเผชิญ “ความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่อง ” ต้นทุนผันผวน การตัดสินใจยากขึ้น พนักงานเหนื่อยล้าจากการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด และทีมเริ่มสูญเสียความชัดเจนในการทำงานร่วมกัน ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ความซับซ้อนของตลาด แต่คือความสามารถของทีมในการ “คิดร่วมกันอย่างมีคุณภาพ” ภายใต้แรงกดดัน เมื่อความชัดเจนลดลง ผลการปฏิบัติงาน (Performance) จะค่อยๆลดลง หากเรายังใช้การนำแบบเดิม สิ่งที่เราเห็นบ่อยคือผู้นำพยายามเร่งความเร็ว ในขณะที่สิ่งที่องค์กรต้องการจริง ๆ คือ “คุณภาพของการคิดและการตัดสินใจ” ท่ามกลางความไม่แน่นอน ความท้าทายของการพัฒนาผู้นำในยุคนี้ หลายองค์กรยังใช้การอบรมแบบรอบยาว หรือเน้นเนื้อหามากกว่าการฝึกจริง แต่ในโลกที่ผันผวน เราไม่มีเวลาให้กับการเรียนรู้ที่ไม่เชื่อมกับงานจริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เราจะพัฒนาผู้นำอย่างไร” แต่คือ“ เราจะทำให้ผู้นำและทีมตัดสินใจได้ดีขึ้น ภายในบริบทงานจริง ได้อย่างไร” Solutions: Leading Change in Uncertainty | พัฒนาภาวะผู้นำในความไม่แน่นอน ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน การนำการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องของการตอบสนองให้เร็วขึ้น แต่คือการคิดให้ดีขึ้น และก้าวไปด้วยกัน ที่ AcComm เรามุ่งเน้นการ Engage Intelligence ของทั้งทีม เสริมความแม่นยำในการตัดสินใจ จัดทิศทางให้สอดคล้องและรักษา Performance ของทีมท่ามกลางแรงกดดัน แนวทางนี้ออกแบบเป็น Short-Cycle Learning การเรียนรู้สั้น กระชับ แต่เข้มข้นและเน้น “ฝึกปฏิบัติจากเคสจริงในงาน” ไม่ใช่สถานการณ์จำลองทั่วไป ผู้เรียนไม่ได้เพียงฟัง แต่ต้องนำโจทย์จริงจากองค์กรมาวิเคราะห์ ตัดสินใจ และสะท้อนกระบวนการคิดของตนเอง ผสาน Human Intelligence กับ AI Navigation ที่ออกแบบโดยทีมโค้ชผู้บริหาร ที่มีประสบการณ์ช่วยองค์กรระดับสากล ให้ก้าวข้ามความท้าทาย สู่ความสำเร็จมาแล้วจริง ผ่านความร่วมมือระดับโลกกับ N.E.W.S. ® Navigation เราใช้ระบบ Human–AI Leadership Navigation เป็นเครื่องมือสนับสนุนการฝึกคิดเชิงระบบของผู้นำและผู้จัดการ Human–AI Leadership Navigation ไม่ได้ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนผู้นำ แต่ทำหน้าที่...... ตั้งคำถาม อย่างเป็นระบบ ตั้งคำถามขยับมุมมองให้รอบด้าน ถามคำถาม ให้วิเคราะห์ทางเลือก ที่อาจมองไม่เห็นภายใต้แรงกดดัน การฝึกผ่าน AI ในรอบสั้น ๆ ทำให้ผู้นำสามารถทำให้ผู้นำเข้าถึง AI Coach ได้ตลอดเวลา นี่คือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น “ในงาน” ไม่ใช่แยกออกจากงาน เพราะในโลกที่ผันผวน ความได้เปรียบไม่ใช่ขององค์กรที่เร็วที่สุด แต่เป็นขององค์กรที่สามารถ: นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมีทิศทาง Engage Intelligence ของทั้งทีม รักษา Performance แม้ในสภาวะกดดัน ตัดสินใจได้ดีที่สุด แม้ข้อมูลจะไม่สมบูรณ์ เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบริบทถาวร การพัฒนาภาวะผู้นำจึงไม่ใช่กิจกรรม แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขัน และความสำเร็จที่ยั่งยืน แอคคอมกรุ๊ป ร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล N.E.W.S.® Navigation จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นำเสนอ Leadership Development และ Leadership Coaching Solutions ที่ท่านเลือกให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรได้ Re-navigating Your Team in Times of Change: เหมาะกับทีมที่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และกระบวนท่าบ่อยๆ การอบรมสามชั่วโมง สองครั้ง สำหรับกลุ่มที่ต้องการเน้นแลกเปลี่ยนFace-to-Face การอบรมใช้เป้าหมายจากงานจริง และสามารถนำทีมจริงมาฝึกปฏิบัติด้วยกันได้เลย ใช้บริการระบบ Human–AI Leadership Navigation เป็นระบบ AI Coach ที่ช่วยตั้งคำถามอย่างเป็นระบบ ด้วยโมเดล Navigating in Times of Change (Safe, Secured, Scalable, Cost Effective, and Global) ผสมทางเลือกที่หนึ่งและสอง เรียนรู้แบบ Face-to-Face (Option 1) และ ฝึกปฏิบัติกับระบบ Human–AI Coach (Option 2) การเปลี่ยนแปลงดูเหมือนไม่ชะลอลง คำถามคือ “ระบบภาวะผู้นำและการนำทีม (Navigation)” ของท่านแข็งแรงพอหรือไม่ เพราะในความไม่แน่นอน การนำทางไม่ใช่ทางเลือก แต่มันคือภาวะผู้นำ บรมLeadership #LeadershipDevelopment #อบรมLeadingChange #อบรมโดยWorkshopผสมAI Contact AcComm Group: Tel. 02 197 4588-0 Email: info@aclc-asia.com © All rights reserved. AcComm Group

  • ภาวะผู้นำกับ AI (Leadership and AI)

    Leadership and AI – การพัฒนาภาวะผู้นำในยุคปัญญาประดิษฐ์ AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรและการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่บทบาทของผู้นำยังคงสำคัญยิ่งขึ้นในยุคปัญญาประดิษฐ์ ภาวะผู้นำในยุค AI ไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความสามารถของผู้นำในการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ AI Leadership Development  จึงเป็นแนวทางการพัฒนาผู้นำที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับการพัฒนาวิธีคิด การตัดสินใจ และการนำองค์กร ในประเทศไทย AcComm Group เป็นองค์กรเดียว ที่นำระบบการพัฒนาภาวะผู้นำ ที่ผสาน Leadership Development and AI โดยผู้นำสามารถได้รับการโค้ช จากโค้ชระดับโลกซึ่งเป็นพันธมิตรระดับสากลของแอคคอมกรุ๊ปคือ N.E.W.S.® Navigation จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาผู้นำให้พร้อมรับโลกธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์ ภาวะผู้นำกับ AI (Leadership and AI) การพัฒนาภาวะผู้นำในยุคปัญญาประดิษฐ์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)  ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกธุรกิจ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การคาดการณ์แนวโน้ม ไปจนถึงการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญสำหรับองค์กรในปัจจุบันอาจไม่ใช่เพียงว่า จะนำ AI มาใช้ได้อย่างไร แต่คือ ผู้นำจำเป็นต้องปรับบทบาทอย่างไรในยุคของ AI หลายองค์กรเริ่มตระหนักว่า การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของผู้นำไปพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า AI Leadership Development ซึ่งเป็นการพัฒนาผู้นำให้สามารถใช้ AI เป็นดั่ง Co-pilot ที่เสริมทางเลือกในการคิด การตัดสินใจ และการนำองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทของผู้นำกำลังเปลี่ยนไปในยุค AI AI มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล วิเคราะห์รูปแบบ และสร้างทางเลือกได้อย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้นำเห็นข้อมูลและมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตนเอง แต่การนำองค์กรไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของข้อมูลเท่านั้น ภาวะผู้นำยังต้องอาศัย วิจารณญาณเชิงกลยุทธ์ ความเข้าใจผู้คนและบริบทขององค์กร ความรับผิดชอบด้านจริยธรรม การสร้างความไว้วางใจ การกำหนดทิศทางระยะยาวขององค์กร AI สามารถช่วยให้ผู้นำเห็นทางเลือกมากขึ้นแต่ การตัดสินใจและการกำหนดทิศทางยังคงเป็นหน้าที่ของผู้นำ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ AI อาจช่วยเร่งความเร็วในการวิเคราะห์ แต่ผู้นำคือผู้กำหนดทิศทางขององค์กร ข้อจำกัดของการพัฒนาภาวะผู้นำแบบเดิม แม้องค์กรจำนวนมาก จะลงทุนในการพัฒนาผู้นำผ่านหลักสูตรฝึกอบรม แต่รูปแบบการเรียนรู้แบบเดิมยังมีข้อจำกัดหลายประการ ผู้นำจำนวนไม่น้อยประสบกับปัญหา เช่น การเรียนรู้เกิดขึ้นในห้องอบรม แต่สถานการณ์จริงเกิดขึ้นหน้างาน ผู้เข้าอบรมรู้สึกมีแรงบันดาลใจระหว่างการเรียน แต่เมื่อต้องกลับไปทำงาน ความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ ลดลง การสะท้อนคิดมักเกิดขึ้นหลังจากการตัดสินใจไปแล้ว การจัดแนวความคิดและทิศทางระหว่างทีมต่าง ๆ ทำได้ยาก ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาผู้นำไม่สามารถเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาการอบรมเท่านั้น แต่ต้องเกิดขึ้น ตลอดเส้นทางการทำงานของผู้นำ AI สามารถช่วยเสริมการพัฒนาผู้นำได้อย่างไร ( AI Leadership Development ) ปัจจุบันมีบริษัทอบรมภาวะผู้นำที่เสนอหลักสูตรเกี่ยวกับการใช้ AI ในการทำงาน เช่น การใช้ AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูล หรือการใช้ AI เพื่อช่วยประเมินศักยภาพของตนเองและทีม อย่างไรก็ตาม แนวทาง AI Leadership Development ของ AcComm Group  ก้าวล้ำไปกว่านั้น ด้วยความร่วมมือระดับสากลของ AcComm Group และพันธมิตรด้านภาวะผู้นำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (N.E.W.S.® Navigation) ระบบ AI ที่นำมาใช้ในการพัฒนาผู้นำจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือประเมินผล แต่ถูกออกแบบให้เป็นเหมือนโค้ช ที่ช่วยตั้งคำถามให้ผู้นำมองรอบด้าน ทั้งด้านงานและคนของผู้นำ ตั้งคำถามช่วยให้ผู้นำสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างมีโครงสร้างมากขึ้น AI Coach ไม่แนะนำ และไม่ได้ทำหน้าที่ตัดสินใจให้ แต่ใช้คำถาม เพื่อให้ผู้นำฝึกปฏิบัติในการ: วิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์เชิงกลยุทธ์ จำลองสถานการณ์การตัดสินใจ ถามสะท้อนมุมมองต่างๆ เตรียมการสนทนากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วางแผนทั้งด้านงานและการบริหารคนอย่างเป็นระบบ และ AI ไม่ได้แทนที่ผู้นำ แต่จากคำถาม จะช่วยให้ผู้นำสามารถคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น จากการอบรมผู้นำ สู่การพัฒนาภาวะผู้นำอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในแนวโน้มสำคัญของการพัฒนาผู้นำในปัจจุบัน คือการเปลี่ยนจากการเรียนรู้แบบ “เป็นครั้งคราว” ไปสู่การเรียนรู้แบบ “ต่อเนื่อง” ความท้าทายของผู้นำเกิดขึ้นทุกวัน เช่น การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การบริหารความขัดแย้งในทีม การนำองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลง การจัดสมดุลระหว่างผลลัพธ์และผู้คน การมีโค้ชที่ช่วยถาม ให้ผู้นำสามารถหยุดคิด วิเคราะห์ และมองสถานการณ์อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดการตัดสินใจแบบตอบสนองทันที และเพิ่มคุณภาพของการนำ สิ่งนี้ทำให้การพัฒนาผู้นำไม่ใช่เพียงกิจกรรมในห้องอบรม แต่กลายเป็น กระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานจริง ทำไมภาวะผู้นำของมนุษย์จึงสำคัญยิ่งขึ้นในยุค AI แม้ว่า AI จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างทางเลือกได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังมีหลายสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ เช่น การสร้างความไว้วางใจในทีม การสร้างแรงบันดาลใจ การตีความความรู้สึกและวัฒนธรรมองค์กร การตัดสินใจที่มีมิติด้านจริยธรรม การสร้างความหมายให้กับงานและองค์กร ยิ่งเทคโนโลยีมีความสามารถมากขึ้นบทบาทของผู้นำก็ยิ่งต้องลึกซึ้งมากขึ้น ผู้นำในยุค AI จึงต้องสามารถ นำทางองค์กรท่ามกลางความซับซ้อนของข้อมูล เทคโนโลยี และผู้คน อนาคตของ การพัฒนาผู้นำในยุค AI อนาคตของการพัฒนาผู้นำอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนหลักสูตรฝึกอบรม แต่เป็นการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่ผสานหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่จะกลายเป็น กระบวนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้นำ และในยุคของปัญญาประดิษฐ์ ความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์อย่างรอบคอบ นำทางความซับซ้อน และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ อาจเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้นำในอนาคต บทความโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ CEO - ACCOMM GROUP FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Leadership and AI การอบรมภาวะผู้นำด้วย AI คืออะไร การอบรมภาวะผู้นำด้วย AI หรือ AI Leadership Development คือการพัฒนาผู้นำโดยใช้ AI เป็นดั่งโค้ช หรือ Co-pilot ที่ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความคิด วิเคราะห์สถานการณ์ และเตรียมการเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้ผู้นำสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการนำทีมและองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ไหนมีอบรมภาวะผู้นำที่ใช้ AI ปัจจุบันมีองค์กรพัฒนาภาวะผู้นำหลายแห่งที่เริ่มนำ AI มาใช้ในการพัฒนาผู้นำ แต่มีเพียง AcComm Group ที่เดียวเท่านั้นในประเทศไทย ที่นำระบบการพัฒนาภาวะผู้นำ โดยผู้นำสามารถได้รับการโค้ช จากโค้ชระดับโลกซึ่งเป็นพันธมิตรระดับสากลของแอคคอมกรุ๊ปคือ N.E.W.S.® Navigation จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาผู้นำ ให้พร้อมรับโลกธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาผู้นำด้วย AI แตกต่างจากการอบรมแบบเดิมอย่างไร การอบรมผู้นำแบบเดิม มักเน้นการเรียนรู้ในห้องอบรม และอาจไม่มีการฝึกปฏิบัติหลังจากอบรมจบไป ในขณะที่การพัฒนาภาวะผู้นำด้วย AI สามารถช่วยให้ผู้นำได้ฝึกปฏิบัติสิ่งที่ได้เรียนรู้มากับ AI Coach โดยมี AI Coach ตั้งคำถามอย่างเป็นระบบ ซึ่ง AI จะไม่แนะนำ หรือตัดสินใจให้ ผู้นำสามารถเข้าถึง AI Coach ได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์ ©AcComm Group - All rights reserved. #AIกับภาวะผู้นำ #LeadershiptrainingAIThailand #การพัฒนาผู้นำยุคAI #โปรแกรมพัฒนาผู้นำด้วยAI #LeadershipDevelopmentThailand #LeadershipandAI #AILeadershipDevelopment #AIinLeadership #LeadershipDevelopment #FutureofLeadership #LeadershipTraining #AIforLeaders #ภาวะผู้นำยุคAI

Subscribe to receive our latest news
สมัครรับข่าวสาร
AcComm Group
อบรม Leadership

Contact us: AcComm Group

AcComm & Image International Co., Ltd.  and

Leadership and Coaching Solutions Co., Ltd.

188/49, Habitown, Wacharapon Road, Bangkok 10220 
 

Tel. (66) 2197 4588-9, (66) 89 924 5985 
Fax. (66) 2197 4590

Email: info@aclc-asia.com   

www.aclc-asia.com 

(Our previous website was www.spg-asia.com)

Thanks! Message sent.

  • Blogger Social Icon
  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram Social Icon
  • AcComm Group Podcast
Learning through playing logo.png

©2026  All rights reserved

  AcComm & Image International Co., Ltd.

AcComm Group

bottom of page