
Enabler of “Learning at the Speed of Business”
Search Results
97 results found with an empty search
- Coaching Tips: Using the Coachee's Language
Coaching Tips: Using the Coachee's Language - to build trust การสร้าง Trust ด้วยภาษาของ Coachee: ประยุกต์ใช้ VAK อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ? VAK คืออะไร? VAK เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้เราสังเกตว่า บุคคลอาจรับรู้ เรียบเรียง และถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านภาษาที่แตกต่างกัน ได้แก่ V — Visual: ภาษาที่เชื่อมโยงกับภาพ มุมมอง ความชัดเจน และทิศทาง A — Auditory: ภาษาที่เชื่อมโยงกับเสียง คำพูด น้ำเสียง และบทสนทนา K — Kinesthetic: ภาษาที่เชื่อมโยงกับความรู้สึก พลังงาน และประสบการณ์ที่รับรู้ได้ VAK เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในบริบทของ Learning Preferences หรือความชอบในการรับข้อมูล ต่อมา Neil Fleming และ Colleen Mills ได้พัฒนาแนวคิดเป็น VARK โดยเพิ่ม R — Read/write หรือการรับรู้และจัดระเบียบข้อมูล ผ่านการอ่านและการเขียน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าแต่ละคนมี Learning Style เพียงประเภทเดียว หรือเรียนรู้ได้ดีเฉพาะเมื่อได้รับข้อมูลตรงกับประเภทของตนเอง เพราะคนคนเดียวกันสามารถใช้หลายช่องทางร่วมกันได้ และอาจเลือกใช้ภาษาที่แตกต่างกัน ตามเรื่องที่กำลังคิดหรือพูดถึง Use VAK to expand your listening, not to label the coachee. สำหรับการโค้ช VAK จึงมีคุณค่าในฐานะ Listening Lens หรือ “เลนส์ในการฟัง” มากกว่าเครื่องมือจัดประเภทคน ใช้ VAK เพื่อขยายการฟัง ไม่ใช่เพื่อติดป้ายให้ Coachee VAK ช่วย Build Trust ได้อย่างไร? เมื่อต้องการสร้าง Trust ช่วงเปิดการสนทนา สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบวิเคราะห์ว่า Coachee เป็นคนประเภทใด แต่คือการฟังว่า เขากำลังใช้ภาษาแบบใดเพื่ออธิบายโลกของตนเอง เมื่อ Coach เลือกใช้คำถามที่สอดคล้องกับภาษาของ Coachee อีกฝ่ายมักรู้สึกว่า: พูดได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพยายามแปลความคิดของตนเองมากเกินไป ได้รับการฟังอย่างแท้จริง สามารถค่อย ๆ สำรวจเรื่องที่อยู่ในใจได้อย่างปลอดภัย ช่องทาง ความหมายในการสนทนา วิธีช่วยสร้าง Trust V — Visual ชวนให้เห็นภาพรวม ภาพอนาคต หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ช่วยให้อีกฝ่ายจัดระเบียบความคิด และมองเห็นสถานการณ์ชัดขึ้น A — Auditory ชวนให้สังเกตคำพูด น้ำเสียง หรือบทสนทนาภายใน ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเสียงและมุมมองของเขามีความหมาย K — Kinesthetic ชวนให้รับรู้ความรู้สึก พลังงาน หรือประสบการณ์ที่สัมผัสได้ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า Coach ไม่ได้สนใจเฉพาะเหตุผล แต่ใส่ใจตัวตนของเขาด้วย การใช้คำถามอย่างยืดหยุ่น ยังช่วยลดการยึดตัวตนของโค้ชเป็นหลัก และฝึกให้โค้ชได้ฟังและสังเกตโค้ชชี่มากขึ้น ตัวอย่างคำถาม VAK ช่วงเปิดการสนทนา V — Visual: ชวนให้เห็นภาพ เหมาะเมื่อ Coachee ใช้คำว่า “เห็นภาพ” “ยังไม่ชัด” “มองไม่ออก” “อยากเห็นทิศทาง” หรือ “ยังต่อเรื่องต่าง ๆ ไม่เข้าด้วยกัน” ตัวอย่างคำถาม: วันนี้มีเรื่องอะไรที่อยากมองให้ชัดขึ้นไหมคะ? หากเราลองวาดภาพรวมของสถานการณ์ตอนนี้ คุณเห็นอะไรบ้าง? มีเรื่องใดที่ยังดูเหมือนภาพไม่ชัด หรือยังต่อจิ๊กซอว์ไม่ครบ? ตอนนี้คุณเห็นทางเลือกอะไรอยู่บ้าง? เมื่อจบบทสนทนา คุณอยากเห็นภาพอะไรชัดขึ้น? A — Auditory: ชวนให้ได้ยินเสียงของตนเอง เหมาะเมื่อ Coachee พูดถึงสิ่งที่ “ได้ยิน” “ติดอยู่ในหัว” “อยากพูดออกมา” หรือ “มีเสียงหนึ่งบอกว่า...” ตัวอย่างคำถาม: ช่วงนี้มีประโยคไหนที่วนอยู่ในใจบ่อย ๆ ไหม? มีบทสนทนาไหนที่คุณยังนึกถึงอยู่? มีคำพูดของใครที่ยังมีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ? วันนี้มีเรื่องอะไรที่คุณอยากพูดออกมาให้ได้ยินชัด ๆ? เมื่อจบบทสนทนา คุณอยากได้ยินตัวเองพูดว่าอะไร? K — Kinesthetic: ชวนให้รับรู้ความรู้สึกและพลังงาน เหมาะเมื่อ Coachee ใช้คำว่า “หนัก” “ตึง” “อึดอัด” “เหนื่อย” “โล่ง” “เบาลง” หรือพูดถึงพลังงานและความรู้สึก ตัวอย่างคำถาม: ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง? ช่วงนี้เรื่องไหนใช้พลังของคุณมากที่สุด? มีอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกหนักใจ หรือทำให้เบาใจขึ้นบ้าง? เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คุณสังเกตเห็นความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น? เมื่อจบบทสนทนา คุณอยากรู้สึกแตกต่างจากตอนนี้อย่างไร? ใช้ VAK อย่างไรโดยไม่ทำให้บทสนทนาดูเป็นเทคนิค? สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรถามคำถาม V, A และ K ต่อเนื่องกันเหมือนกำลังทำแบบประเมิน แต่ให้เริ่มจากคำถามกว้าง ๆ ฟังถ้อยคำที่ Coachee เลือกใช้ และค่อยต่อยอดด้วยภาษาของเขา ตัวอย่างเช่น: Coachee: “ช่วงนี้มองไม่เห็นทางเลยค่ะ ทุกอย่างดูยุ่งไปหมด” Coach: “หากลองถอยออกมามองภาพรวม มีส่วนไหนที่คุณอยากทำให้ชัดขึ้นก่อนคะ?” หรือ: Coachee: “ฉันรู้สึกหนักมาก เหมือนมีหลายเรื่องกดอยู่” Coach: “เรื่องไหนกำลังใช้พลังของคุณมากที่สุดคะ?” หัวใจสำคัญ: Using the Coachee’s Language Coach ไม่จำเป็นต้องใช้คำเดียวกับ Coachee ทุกคำ แต่ควรฟังให้ลึกพอที่จะไม่รีบเปลี่ยนโลกของเขาให้กลายเป็นภาษาของเรา การใช้ภาษาของ Coachee ไม่ใช่เพียงเทคนิคการเลือกคำ แต่เป็นการแสดงความเคารพต่อประสบการณ์ของอีกฝ่าย เมื่อ Coach ไม่รีบตีความ ไม่รีบให้คำแนะนำ และไม่รีบแปลความหมายแทน Coachee บทสนทนาจะมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับความไว้วางใจ การสะท้อนคิด และการค้นพบคำตอบจากภายใน (C) Copyright - All rights reserved. Reference: Fleming, N. D., & Mills, C. (1992). Not another inventory, rather a catalyst for reflection. To Improve the Academy, 11, 137–155. Pashler, H., McDaniel, M., Rohrer, D., & Bjork, R. (2009). Learning styles: Concepts and evidence. Psychological Science in the Public Interest, 9(3), 105–119.
- สมการแห่งความไว้วางใจ: How Coaches and Leaders Build Trust
สมการแห่งความไว้วางใจ: How Coaches and Leaders Build Trust Trust Equation หรือ “สมการแห่งความไว้วางใจ” เป็นกรอบคิดที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางจากหนังสือ The Trusted Advisor เขียนโดย David H. Maister, Charles H. Green และ Robert M. Galford ตีพิมพ์ครั้งแรกในช่วงปลายปี ค.ศ. 2000 หนังสือเล่มนี้มุ่งอธิบายว่า เพราะเหตุใดผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ แต่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็น “ที่ปรึกษาที่ลูกค้าไว้วางใจ” ได้ แนวคิดนี้เริ่มต้นจากบริบทของงานบริการทางวิชาชีพ เช่น ที่ปรึกษา นักกฎหมาย นักบัญชี และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่สามารถสร้างอิทธิพลด้วยความรู้หรือความเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผู้รับบริการรู้สึกว่า “บุคคลนี้เข้าใจเรา พึ่งพาได้ และไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก” ต่อมา Trust Equation จึงถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในงานด้านภาวะผู้นำ การขาย การสร้างทีม การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การ Mentoring และการ Coaching ในปี ค.ศ. 2021 มีการจัดพิมพ์ The Trusted Advisor: 20th Anniversary Edition โดยปรับเนื้อหาให้เชื่อมโยงกับบริบทการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ในโลกดิจิทัลมากขึ้น โมเดลนี้ช่วยแยกองค์ประกอบทั้งด้านเหตุผลและอารมณ์ ที่ทำให้บุคคลได้รับความไว้วางใจ สมการมีองค์ประกอบอะไรบ้าง Trustworthiness = Credibility+Reliability+Intimacy Self-Orientation ผู้เขียนอธิบายว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเพิ่ม Credibility, Reliability และ Intimacy พร้อมกับลด Self-Orientation ลง องค์ประกอบ ความหมาย คำถามที่อีกฝ่ายอาจกำลังคิด Credibility ความน่าเชื่อถือด้านความรู้ คำพูด และความซื่อตรง “เขารู้จริงหรือไม่?” “ข้อมูลนี้เชื่อถือได้ไหม?” Reliability ความสม่ำเสมอและการรักษาคำพูด “เขาจะทำตามที่รับปากไว้หรือไม่?” Intimacy ความปลอดภัยทางใจ ความใกล้ชิด และความกล้าที่จะเปิดเผยเรื่องสำคัญ “ฉันพูดเรื่องที่เปราะบางกับเขาได้ไหม?” Self-Orientation ระดับที่บุคคลมุ่งสนใจตนเอง มากกว่าสนใจความต้องการของอีกฝ่าย “เขาฟังฉันจริง ๆ หรือกำลังพยายามขายความคิดของตนเอง?” คำว่า Intimacy ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความสนิทสนมในเชิงส่วนตัว แต่หมายถึงความรู้สึกปลอดภัยเพียงพอที่จะพูดความจริง แชร์ความกังวล และยอมรับว่าอาจยังไม่มีคำตอบ จุดสำคัญที่มักถูกมองข้าม ตัวหารของสมการคือ Self-Orientation ดังนั้น แม้บุคคลหนึ่งจะเก่งมาก พูดดี และทำงานตรงเวลา แต่หากอีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาต้องการแสดงความสามารถ รีบให้คำแนะนำ ต้องการควบคุมบทสนทนา หรือคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองมากเกินไป ระดับความไว้วางใจก็อาจลดลงอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่ Trust Equation มีประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาทักษะ Leader and Manager as Coach เพราะหัวหน้าบางคนมี Credibility สูงและ Reliability สูง แต่ทีมยังไม่เปิดใจ เนื่องจาก Intimacy ยังต่ำ หรือทีมรู้สึกว่าหัวหน้ากำลังเร่งให้ได้คำตอบตามที่หัวหน้าต้องการ Trust Equation ควรใช้เป็น กรอบคิดเพื่อวิเคราะห์และสะท้อนตนเอง มากกว่าจะตีความว่าเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่สามารถวัดความไว้วางใจได้อย่างแม่นยำแบบวิทยาศาสตร์ โมเดลช่วยให้เราเห็นว่า ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติเดียว และช่วยชี้ให้เห็นว่าเราควรพัฒนาพฤติกรรมด้านใดเป็นพิเศษ การประยุกต์ใช้กับการสร้าง Trust & Safety ในการโค้ช ในช่วงเริ่มต้นของการสนทนา โค้ชสามารถใช้ Trust Equation เป็นแผนที่ในการออกแบบพฤติกรรมของโค้ชหรือผู้นำได้ดังนี้ เป้าหมาย พฤติกรรมที่ช่วยสร้างความไว้วางใจ เพิ่ม Credibility อธิบายบทบาทและขอบเขตให้ชัดเจน ใช้คำถามอย่างมีคุณภาพ ไม่รีบสรุป เพิ่ม Reliability รักษาเวลา ทำตามข้อตกลง ติดตามเรื่องที่เคยพูดคุยกัน เพิ่ม Intimacy ฟังโดยไม่ตัดสิน ให้พื้นที่กับความรู้สึก รักษาความลับ และไม่เร่งรัด ลด Self-Orientation ไม่พยายามแสดงว่าเก่งกว่า เหนือกว่า ไม่แย่งพูด ไม่รีบแก้ปัญหา และไม่ผลักดันคำตอบของตนเอง ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากการทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราเก่งที่สุด แต่เกิดจากการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ในบทสนทนานี้ เขาได้รับการรับฟังอย่างแท้จริงและสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างปลอดภัย Reference: Maister, D. H., Green, C. H., & Galford, R. M. (2000). The trusted advisor. Free Press. คำถามเพื่อสร้าง Trust ประยุกต์ใช้ใน Coaching และ Mentoring พัฒนาโดย AcComm Group โดยอิงแนวคิด Trust Equation ของ Maister, Green และ Galford (2000) ตัวอย่างคำถามเปิดการสนทนาเพื่อสร้าง Trust 1. คำถามเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเอง วันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ? ก่อนที่เราจะเริ่ม มีอะไรที่อยากเล่าให้ฟังก่อนไหมคะ? ช่วงนี้มีเรื่องอะไรที่อยู่ในใจเป็นพิเศษไหม? วันนี้คุณอยากให้บทสนทนานี้เป็นพื้นที่แบบไหนสำหรับคุณ? ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรกับการมาคุยกันครั้งนี้? คำถามกลุ่มนี้ช่วยสร้าง Intimacy หรือความรู้สึกปลอดภัยทางใจ 2. คำถามเพื่อให้เขารู้ว่าเราเคารพความต้องการของเขา วันนี้คุณอยากใช้เวลาของเราให้เกิดประโยชน์กับเรื่องใดมากที่สุด? มีเรื่องไหนที่คุณอยากเริ่มต้นก่อน? มีอะไรที่คุณไม่อยากให้รีบพูดถึงในวันนี้ไหม? คุณอยากให้ฉันช่วยฟัง ช่วยถาม หรือช่วยแลกเปลี่ยนมุมมองในระดับไหน? เมื่อจบบทสนทนา คุณอยากได้อะไรกลับไป? คำถามกลุ่มนี้ช่วยลด Self-Orientation ของผู้ถาม เพราะเราไม่ได้รีบกำหนดวาระเอง 3. คำถามเพื่อสร้างความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ ก่อนเริ่ม มีอะไรที่คุณอยากทราบเกี่ยวกับวิธีการพูดคุยของเราหรือไม่? คุณอยากให้เราตกลงกันอย่างไร เพื่อให้บทสนทนานี้เป็นประโยชน์กับคุณที่สุด? มีขอบเขตหรือความคาดหวังอะไรที่อยากให้ฉันรับรู้ไหม? มีเรื่องใดที่คุณอยากให้รักษาไว้เป็นความลับเป็นพิเศษ? คุณอยากให้ฉันช่วยเตือนหรือท้าทายความคิดของคุณมากน้อยแค่ไหน? คำถามกลุ่มนี้ช่วยเสริมทั้ง Credibility และ Reliability 4. คำถามเพื่อทำความรู้จักตัวตน ไม่ใช่แค่ปัญหา ช่วงนี้อะไรเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณ? อะไรคือสิ่งที่คุณให้คุณค่ามากที่สุดในการทำงาน? เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี คุณมักอยู่ในสภาวะแบบไหน? มีอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในตัวเองช่วงที่ผ่านมา? เวลาต้องเผชิญเรื่องยาก คุณอยากให้คนรอบตัวเข้าใจอะไรเกี่ยวกับคุณ? คำถามกลุ่มนี้ทำให้ผู้ฟังรู้ว่า เราสนใจเขาในฐานะ “คนคนหนึ่ง” ไม่ใช่แค่เจ้าของปัญหา ©Copyright - All rights reserved. สมการแห่งความไว้วางใจ: How Coaches and Leaders Build Trust สนในเรียนรู้ทักษะการโค้ช ติดต่อ แอคคอมกรุ๊ป - Contact us
- Storytelling for Coaches and Mentors: เล่าอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้
เมื่อคำถามอย่างเดียวอาจยังไม่พอ: ใช้เรื่องเล่าอย่างไรให้คนคิดต่อได้ เล่าเรื่องอย่างไรให้ Coachee หรือ Mentee ได้คิด ไม่ใช่แค่ได้ฟัง การโค้ชที่ดีมักเริ่มต้นจากการฟัง การถามคำถาม และการช่วยให้อีกฝ่ายค้นพบคำตอบของตนเอง แต่ในบางจังหวะ คำถามเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อ Coachee หรือ Mentee กำลังติดอยู่กับมุมมองเดิม มองไม่เห็นทางเลือก หรือรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเดียวที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากนั้น เรื่องเล่าสั้น ๆ ที่เลือกอย่างเหมาะสมสามารถเปิดประตูให้เกิดการคิดใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม การเล่าเรื่องในการโค้ชหรือการ Mentoring ไม่ใช่การหยิบประสบการณ์ของผู้เล่ามาวางไว้กลางบทสนทนา แต่คือการใช้เรื่องเล่าอย่างระมัดระวัง เพื่อคืนพื้นที่ให้ผู้ฟังได้คิดต่อด้วยตนเอง Coach และ Mentor ใช้เรื่องเล่าแตกต่างกันเล็กน้อย ในองค์กร ทั้งการโค้ชและ Mentoring ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการเติบโต ผลการทำงาน และการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพของบุคลากร แม้ว่าทั้งสองแนวทางอาจมีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว การโค้ชมักมุ่งเน้นการช่วยให้อีกฝ่ายคิดได้ลึกขึ้น ตระหนักรู้ถึงสมมติฐานหรือกรอบความคิดของตนเอง และค้นพบคำตอบที่เหมาะกับสถานการณ์ของตน ส่วน Mentoring มักรวมถึงการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ คำแนะนำเชิงปฏิบัติ และบทเรียนจากผู้ที่เคยผ่านเส้นทางหรือเผชิญสถานการณ์คล้ายกันมาก่อน ทั้ง Coach และ Mentor สามารถใช้เรื่องเล่าได้ แต่ควรตระหนักถึงบทบาทที่แตกต่างกันของตนเอง สำหรับ Coach เรื่องเล่าควรทำหน้าที่เสมือน “กระจกอีกบานหนึ่ง” ที่ช่วยให้ Coachee มองเห็นความคิดของตนเองชัดขึ้น ไม่ใช่คำแนะนำที่แฝงมาในรูปของเรื่องเล่า สำหรับ Mentor การแบ่งปันประสบการณ์สามารถทำได้มากขึ้น เพราะบทบาทหนึ่งของ Mentor คือการถ่ายทอดบทเรียนจากสถานการณ์จริง อย่างไรก็ตาม Mentor ยังคงควรเปิดพื้นที่ให้ Mentee พิจารณาด้วยตนเองว่า บทเรียนใดเหมาะกับบริบทของเขา และบทเรียนใดอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ของเขา ประโยคง่าย ๆ ที่ช่วยรักษาความเป็นคู่คิดในบทสนทนา เช่น “ฉันมีเรื่องสั้น ๆ เรื่องหนึ่งที่อาจช่วยให้เห็นอีกมุมหนึ่ง คุณสนใจฟังไหม” หรือ “ประสบการณ์ของฉันอาจไม่เหมือนกับสถานการณ์ของคุณทั้งหมด แต่มีบางส่วนที่อาจเป็นประโยชน์ คุณอยากลองฟังแล้วค่อยดูว่าอะไรใช้ได้บ้างไหม” การขออนุญาตก่อนเล่าเรื่องทำให้อีกฝ่ายยังคงรู้สึกว่า เขามีสิทธิ์เลือก และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง ทำไมเรื่องเล่าจึงช่วยให้เกิดการเรียนรู้: คำอธิบายตามหลัก Neuroscience เมื่อ Coach หรือ Mentor อธิบายแนวคิดเป็นข้อมูลหรือคำแนะนำโดยตรง ผู้ฟังอาจเข้าใจสิ่งที่ได้ยิน แต่ยังไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงสิ่งนั้นกับชีวิตจริงของตนเองได้ทันที เรื่องเล่ามีความแตกต่างออกไป เพราะเรื่องราวไม่ได้มีเพียงข้อมูล แต่มีบริบท ตัวละคร ความท้าทาย การตัดสินใจ และผลที่ตามมา องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้สมองของผู้ฟังทำงานหลายด้านพร้อมกัน กระบวนการในสมอง ประโยชน์ในการ Coaching หรือ Mentoring เชื่อมโยงเหตุการณ์เป็นลำดับที่มีความหมาย ช่วยให้เข้าใจและจดจำแนวคิดได้ง่ายขึ้น จำลองสถานการณ์และมุมมองของผู้อื่น ช่วยให้มองเห็นทางเลือกใหม่ เชื่อมโยงความคิดกับความรู้สึก ทำให้บทเรียนมีความหมายมากกว่าข้อมูลล้วน ๆ สร้างภาพและความเข้าใจร่วมกัน ช่วยให้บทสนทนาเชื่อมโยงกับผู้ฟัง สร้างระยะห่างจากปัญหาอย่างพอดี ลดการปกป้องตนเอง และช่วยให้สะท้อนคิดได้ง่ายขึ้น เรื่องเล่าจึงไม่ใช่เครื่องมือเพื่อทำให้บทสนทนาสนุกขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ฟังมองเห็นความหมาย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของตนเอง และออกแบบทางเลือกที่เหมาะกับบริบทของตนเองได้ดีขึ้น เลือกเรื่องให้เหมาะกับเป้าหมายของบทสนทนา Coach หรือ Mentor อาจใช้แนวทางง่าย ๆ ต่อไปนี้ในการเลือกเรื่องที่จะเล่า เป้าหมายของบทสนทนา ประเภทเรื่องที่อาจเหมาะสม ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่คนเดียว ประสบการณ์ส่วนตัว หรือเรื่องของบุคคลอื่น ชวนให้มองเห็นทางเลือกใหม่ กรณีศึกษา เรื่องสมมติ หรืออุปมาอุปไมย สร้างกำลังใจ ชีวประวัติ เรื่องการเรียนรู้จากความล้มเหลว หรือประสบการณ์ของผู้ฟังเอง ช่วยให้เข้าใจแนวคิดที่ซับซ้อน นิทาน ภาพเปรียบเทียบ หรือเรื่องจากชีวิตประจำวัน ชวนคิดถึงผลกระทบระยะยาว กรณีศึกษาธุรกิจ หรือสถานการณ์จำลอง ช่วยให้เห็นศักยภาพของตนเอง เรื่องจากประสบการณ์ในอดีตของ Coachee หรือ Mentee สูตรจำง่าย: เลือกเรื่องให้ตรงกับคน ตรงกับจังหวะ และตรงกับเป้าหมาย ก่อนเล่าเรื่อง ลองถามตนเองสั้น ๆ ว่า ตรงกับคนหรือไม่ — เรื่องนี้เหมาะกับประสบการณ์ ความพร้อม และบริบทของผู้ฟังหรือไม่ ตรงกับจังหวะหรือไม่ — ตอนนี้ควรเล่าเรื่อง หรือควรฟังและถามคำถามต่ออีกเล็กน้อย ตรงกับเป้าหมายหรือไม่ — เรื่องนี้ช่วยให้อีกฝ่ายคิดได้ดีขึ้น หรือเพียงทำให้ผู้เล่าได้พูดถึงประสบการณ์ของตนเอง สั้นพอหรือไม่ — สามารถเล่าให้เห็นภาพภายในหนึ่งถึงสามนาทีได้หรือไม่ มีพื้นที่ให้คิดต่อหรือไม่ — หลังเล่าจบ มีคำถามอะไรที่จะคืนพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้สะท้อนคิด เรื่องเล่าที่ดีจึงไม่ได้วัดจากความสนุกหรือความน่าประทับใจเพียงอย่างเดียว แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเรื่องเล่าจบลง: ผู้ฟังได้คิดอะไรเพิ่มขึ้น เห็นอะไรชัดขึ้น และค้นพบทางเลือกของตนเองได้หรือไม่ เรื่องเล่าไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเดียว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจากชีวิตจริง หนังสือ กรณีศึกษา นิทาน หรือสถานการณ์สมมติ สิ่งสำคัญคือ อย่าใช้เรื่องเล่าเป็นคำสั่งที่ซ่อนอยู่ เรื่องเล่าที่ดีไม่ควรทำให้อีกฝ่ายคิดว่า“ฉันต้องทำเหมือนคนในเรื่องนี้” แต่ควรเปิดโอกาสให้เขาถามตนเองว่า “เรื่องนี้ทำให้ฉันมองเห็นอะไรเพิ่มขึ้น และอะไรคือสิ่งที่เหมาะกับบริบทของฉัน” สิ่งสำคัญที่สุด: หลังเล่าเรื่อง ต้องคืนพื้นที่ให้ผู้ฟัง เรื่องเล่าจะไม่กลายเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้อย่างเต็มที่ หาก Coach หรือ Mentor เล่าจบแล้วรีบสรุปคำตอบแทนอีกฝ่าย หลังจากเล่าเรื่อง ควรเว้นจังหวะ และถามคำถาม เช่น “เมื่อฟังเรื่องนี้แล้ว อะไรสะกิดใจคุณมากที่สุด” “มีส่วนใดคล้ายหรือแตกต่างจากสถานการณ์ของคุณ” “เรื่องนี้ทำให้คุณเห็นอะไรที่อาจยังไม่เคยสังเกต” “คุณเห็นทางเลือกใหม่อะไรบ้าง” “คุณอยากทดลองทำอะไรเป็นก้าวแรก” คำถามเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนเรื่องเล่าจาก เรื่องของผู้เล่า ให้กลายเป็น พื้นที่เรียนรู้ของผู้ฟัง Storytelling for Coaches and Mentors: เล่าอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้ When Questions Are Not Enough: The Power of Storytelling in Coaching and Mentoring How to Tell a Story That Helps Your Coachee or Mentee Think — Not Just Listen Good coaching often begins with listening, asking questions, and helping people discover their own answers. Yet there are moments when questions alone may not be enough, especially when a coachee or mentee feels stuck in a familiar way of thinking, cannot see alternative paths, or feels that they are the only person facing a particular challenge. A carefully chosen short story can open the door to new thinking. However, storytelling in coaching or mentoring is not about placing the storyteller’s experience at the center of the conversation. It is about using a story thoughtfully, so that the listener has more space to reflect, make connections, and develop their own insights. Coaches and Mentors Use Stories in Slightly Different Ways In organizations, both coaching and mentoring are commonly used to support people’s growth, performance, and career development. Although the two approaches sometimes overlap, they are not exactly the same. Coaching is usually centered on helping people think more deeply, become more aware of their own assumptions, and discover answers that fit their situation. Mentoring often includes sharing knowledge, experience, practical guidance, and lessons learned from someone who has travelled a similar path before. Both coaches and mentors can use storytelling, but they should remain mindful of their respective roles. For a coach, a story should serve as an additional mirror, helping the coachee see their own thoughts more clearly. It should not become advice disguised as a story. For a mentor, there is more room to share personal experiences because one of the mentor’s roles is to pass on lessons learned from real situations. Nevertheless, a mentor should still leave space for the mentee to decide which lessons are relevant to their context and which may not be applicable. Simple phrases can help preserve a sense of partnership in the conversation: “I have a short story that may offer another perspective. Would you be interested in hearing it?” Or: “My experience may not be exactly the same as yours, but some parts of it might be useful. Would you like to hear the story and then consider what, if anything, may apply to your situation?” Asking for permission before telling a story helps the other person retain a sense of choice and ownership of their own learning. Why Stories Support Learning: A Neuroscience Perspective When a coach or mentor explains an idea through facts or direct advice, the listener may understand the message intellectually. However, they may not immediately connect it with their own real-life situation. Stories work differently. A story does not contain information alone. It also includes context, characters, challenges, decisions, and consequences. These elements encourage the listener’s brain to engage in several processes at the same time. Brain Process Benefits in Coaching or Mentoring Connecting events into a meaningful sequence Helps the listener understand and remember an idea more easily Mentally simulating situations and considering other people’s perspectives Helps the listener see new possibilities Connecting thoughts with feelings Makes the lesson more meaningful than information alone Building a shared picture and shared understanding Helps the conversation feel more relevant and relatable Creating an appropriate distance from the problem Reduces defensiveness and makes reflection easier Stories are therefore not merely a way to make conversations more engaging. They help listeners make meaning, connect ideas with their own experiences, and consider options that are appropriate for their circumstances. A Simple Formula: Choose the Right Story for the Person, the Moment, and the Purpose Before telling a story, pause briefly and ask yourself: Is it right for the person? Is this story appropriate for the listener’s experience, readiness, and context? Is it right for the moment? Is this the right time to tell a story, or would it be more helpful to continue listening and asking questions? Is it right for the purpose? Will this story help the other person think more clearly, or does it mainly give the storyteller an opportunity to talk about their own experience? Is it short enough? Can the story be told clearly and vividly within one to three minutes? Does it leave room for reflection?What question will you ask after the story to return the space to the listener? The value of a story should not be measured only by how entertaining or impressive it is. What matters is what happens after the story ends: Does the listener think more deeply? Do they see the situation more clearly? Can they discover options that are right for them? A Story Does Not Need to Have Only One Answer Whether a story comes from real life, a book, a case study, a fable, or a hypothetical scenario, the most important principle is this: do not use a story as a hidden instruction. A good story should not lead the listener to think: “I need to do exactly what the person in the story did.” Instead, it should encourage them to ask: “What does this story help me see more clearly, and what might be appropriate for my own situation?” Most Importantly: Return the Space to the Listener A story cannot fully become a tool for learning if the coach or mentor finishes the story and immediately explains the answer on the listener’s behalf. After telling a story, pause. Then ask a reflective question, such as: “What part of the story resonated with you most?” “Which parts feel similar to or different from your situation?” “What does this story help you notice that you may not have considered before?” “What new possibilities do you see?” “What would you like to experiment with as a first step?” These questions transform the story from the storyteller’s experience into a learning space for the listener. "A Good Story Does Not Give the Answer. It Opens the Door to One." Article by Atchara Juicharern ©Copyright – All rights reserved.
- เทคนิคการบริหารจัดการความเครียดในยุค AI
เทคนิคการบริหารจัดการความเครียดในยุค AI โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ "ความเครียดในยุค AI ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเร็ว ความคาดหวัง และความไม่ชัดเจนที่เพิ่มขึ้นในชีวิตการทำงาน องค์กรสามารถบริหารความเครียดทั้งในระดับบุคคลและระดับระบบ โดยช่วยให้คนรู้เท่าทันความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสม ใช้ AI เป็น thinking partner ตั้งขอบเขตระหว่าง speed กับ significance และเปลี่ยนบทสนทนาของผู้นำจากการเร่งงานเป็นการปลุกความคิด" ปัจจุบัน ความเครียดอาจไม่ได้มาจากงานใหญ่เสมอไป แต่อาจมาจากความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสมทุกวัน และเรามองข้ามไป ในยุค AI หลายองค์กรพูดถึง productivity, automation, speed และ efficiency มากขึ้น เรามีเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น เขียนเร็วขึ้น วิเคราะห์เร็วขึ้น และตัดสินใจเร็วขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์เรายังมีพื้นที่พอที่จะคิด พัก ฟื้นพลัง และเรียนรู้อยู่หรือไม่? ความเครียดในยุค AI ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวิธีที่เทคโนโลยีเข้าไปเพิ่ม “ความเร็ว ความคาดหวัง และความไม่แน่นอน” ในชีวิตการทำงาน หลายคนไม่ได้หมดไฟเพราะปัญหาใหญ่เพียงเรื่องเดียว แต่ค่อย ๆ เหนื่อยจากความเครียดเล็ก ๆ ที่เกิดซ้ำทุกวัน ความเครียดจำนวนมากในที่ทำงาน ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่อาจเกิดจาก ความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสม ผ่านปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร ความคาดหวัง และวิธีทำงานในแต่ละวัน เมื่อเกิดซ้ำและไม่ได้รับการจัดการ ความเครียดเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถค่อย ๆ บั่นทอนพลัง ความสัมพันธ์ สุขภาพ และประสิทธิภาพในการทำงานได้ ในยุค AI ความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสมเหล่านี้ไม่ได้หายไป ตรงกันข้าม มันอาจเพิ่มขึ้นในรูปแบบใหม่ที่แนบเนียนกว่าเดิม 1. ความเครียดใหม่ในยุค AI: เร็วขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเบาขึ้น: AI ทำให้หลายงานง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้มาตรฐานและความคาดหวังสูงขึ้นด้วย งานที่เคยใช้เวลาหลายวันอาจถูกคาดหวังให้เสร็จในไม่กี่ชั่วโมง การตอบอีเมล การทำสไลด์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียน proposal หรือการสรุปประชุม กลายเป็นสิ่งที่ “น่าจะเร็วขึ้นได้แล้ว” เพราะมี AI ช่วย Microsoft และ LinkedIn รายงานใน Work Trend Index 2024 ว่า การใช้ Generative AI ในที่ทำงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย 75% ของ knowledge workers ใช้ AI ในการทำงานแล้ว ขณะเดียวกัน คนทำงานจำนวนมากกำลังเผชิญกับจังหวะและปริมาณงานที่สูงขึ้น จนบางคนเริ่มนำ AI มาใช้เองก่อนที่องค์กรจะมีแนวทางชัดเจน นี่คือความย้อนแย้งของยุค AI: AI ช่วยลดภาระบางอย่างได้ แต่ถ้าองค์กรไม่ออกแบบวิธีทำงานใหม่ AI อาจกลายเป็นเครื่องมือที่เร่งความเครียดให้เร็วขึ้น 2. ความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสมในยุค AI หน้าตาเป็นอย่างไร เดิมที ความเครียดสะสมอาจมาในรูปแบบเล็ก ๆ เช่น เพื่อนร่วมงานตอบไม่ชัด หัวหน้าขอแก้งานนาทีสุดท้าย ประชุมมากเกินไป หรือความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน แต่ในยุค AI ความเครียดสะสมอาจมาในรูปแบบใหม่ เช่น AI Anxiety: กลัวว่าทักษะของตนเองจะล้าสมัย กลัวถูกแทนที่ หรือรู้สึกว่าต้องตามเทคโนโลยีให้ทันตลอดเวลา Productivity Pressure: เมื่อ AI ทำให้บางงานเร็วขึ้น คนจึงรู้สึกว่าตนเองต้องผลิตงานได้มากขึ้น เร็วขึ้น และดีขึ้นตลอดเวลา Decision Fatigue: มีข้อมูล เครื่องมือ และคำแนะนำจาก AI มากขึ้น แต่คนยังต้องตัดสินใจเองว่าอะไรควรเชื่อ อะไรควรใช้ และอะไรควรตรวจสอบ Always-on Learning Stress: รู้สึกว่าต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ตลอดเวลา ทั้งที่งานประจำก็เต็มอยู่แล้ว Trust Stress: ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ AI แนะนำถูกต้องหรือไม่ ไม่แน่ใจว่านโยบายองค์กรอนุญาตแค่ไหน และไม่แน่ใจว่าข้อมูลใดปลอดภัยพอจะใส่เข้าไปในระบบ ความเครียดเหล่านี้ดูเหมือนเล็ก แต่เกิดซ้ำบ่อย และมักไม่มีใครเรียกมันว่า “ปัญหาใหญ่” จึงไม่ค่อยถูกจัดการอย่างจริงจัง 3. หลักสำคัญ: อย่าบริหารความเครียดที่ปลายเหตุอย่างเดียว การบริหารความเครียดในยุค AI ไม่ควรหมายถึงการบอกให้คน “พักผ่อนมากขึ้น” “คิดบวกขึ้น” หรือ “จัดเวลาให้ดีขึ้น” เท่านั้น เพราะความเครียดจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบงาน ความสัมพันธ์ วิธีสื่อสาร และบรรยากาศในองค์กร WHO (World Health Organization หรือ องค์การอนามัยโลก) ระบุว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตในที่ทำงาน หรือ psychosocial risks อาจเกี่ยวข้องกับเนื้อหางาน ตารางงาน ลักษณะงาน ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และวัฒนธรรมองค์กร ขณะที่ ILO (International Labour Organization หรือ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ) ชี้ว่า ผู้ทำงานทุกคนควรอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพกายและใจ ดังนั้น เทคนิคการจัดการความเครียดในยุค AI จึงต้องทำสองระดับพร้อมกัน ระดับบุคคล: รู้เท่าทันความเครียด ฟื้นพลัง ตั้งขอบเขต และใช้ AI อย่างมีสติ ระดับองค์กร: ออกแบบวิธีทำงาน บทสนทนา และวัฒนธรรมที่ไม่เร่งคนจนหมดพลัง 7 เทคนิคบริหารจัดการความเครียดในยุค AI 1. แยกให้ออกว่าเราเครียดจาก “งาน” หรือ “วิธีทำงาน” หลายครั้งเราไม่ได้เครียดเพราะงานยาก แต่เครียดเพราะงานไม่ชัด งานเปลี่ยนบ่อย ความคาดหวังคลุมเครือ หรือไม่มีเวลาพอให้คิด คำถามที่ช่วยได้คือ “สิ่งที่ทำให้ฉันเหนื่อยจริง ๆ คือปริมาณงาน หรือความไม่ชัดเจนรอบงานนี้?” ในยุค AI ผู้นำสามารถช่วยทีมแยกให้ชัดว่า งานไหนต้องการความเร็ว งานไหนต้องการคุณภาพ งานไหนใช้ AI ช่วยได้ และงานไหนยังต้องใช้ judgment ของมนุษย์ เพราะความเครียดจำนวนมากลดลงได้ทันที เมื่อคนเข้าใจว่า อะไรสำคัญ อะไรพอได้ และอะไรไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ 2. รู้เท่าทันความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสม ก่อนจะบั่นทอนพลัง ความเครียดเล็ก ๆ มักไม่ดังพอให้เราหยุดมอง แต่มันหนักพอที่จะบั่นทอนพลังของเราในระยะยาว แรงกดเล็ก ๆ จากการสื่อสาร ความสัมพันธ์ และความคาดหวังที่ไม่ชัดเจน อาจสะสมจนกระทบสุขภาพและ productivity ได้ ลองถามตัวเองทุกปลายวันว่า วันนี้อะไรทำให้ฉันเสียพลังโดยไม่รู้ตัว? เรื่องเล็ก ๆ เรื่องไหนเกิดซ้ำบ่อยที่สุด? มีบทสนทนาใดที่ควรเคลียร์ แต่ฉันปล่อยให้ค้างอยู่? ฉันกำลังแบกความคาดหวังที่ไม่ได้พูดออกมาหรือไม่? เทคนิคนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบ่น แต่มีไว้เพื่อ “มองเห็นรูปแบบ” เพราะเมื่อเราเห็น pattern เราจะเริ่มเลือกได้ว่าจะปรับอะไร 3. ใช้ AI เป็น Thinking Partner ไม่ใช่ Pressure Multiplier AI ควรช่วยให้เราคิดดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องผลิตมากขึ้นตลอดเวลา แทนที่จะใช้ AI เพื่อเร่งทุกอย่าง ลองใช้ AI เพื่อสร้าง “พื้นที่คิด” เช่น ขอให้ AI สรุปประเด็น เพื่อให้เราเห็นภาพรวม ขอให้ AI ช่วยตั้งคำถามก่อนตัดสินใจ ขอให้ AI ช่วยเปรียบเทียบทางเลือก ขอให้ AI ช่วยตรวจ blind spots ขอให้ AI ช่วยเตรียมบทสนทนาที่ยาก ตัวอย่าง prompt ที่ช่วยลดความเครียดได้ดีคือ “ช่วยฉันแยกเรื่องนี้ออกเป็น 3 ส่วน: สิ่งที่ต้องตัดสินใจตอนนี้ สิ่งที่ต้องหาข้อมูลเพิ่ม และสิ่งที่ยังไม่จำเป็นต้องกังวล” นี่คือการใช้ AI เพื่อช่วยสมองจัดระเบียบ ไม่ใช่เพิ่มภาระให้สมองต้องทำงานเร็วขึ้นทุกนาที 4. ตั้งขอบเขตใหม่ระหว่าง Speed กับ Significance ในยุค AI องค์กรอาจให้รางวัลกับความเร็วโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ใช่ทุกงานควรถูกเร่ง งานบางอย่างต้องเร็ว เช่น การสรุปข้อมูลเบื้องต้น งานบางอย่างต้องช้าอย่างมีคุณภาพ เช่น การตัดสินใจเรื่องคน กลยุทธ์ ความเสี่ยง หรือจริยธรรม งานบางอย่างต้องมีบทสนทนา ไม่ใช่แค่มีคำตอบจาก AI ผู้นำควรถามทีมให้ชัดว่า “เรื่องนี้เราต้องการ speed, quality, alignment หรือ learning?” ถ้าคำตอบคือ speed ใช้ AI ช่วยเต็มที่ ถ้าคำตอบคือ alignment ต้องมีบทสนทนา ถ้าคำตอบคือ learning ต้องให้เวลาคนได้ลองผิด ลองถูก และสะท้อนบทเรียน ถ้าคำตอบคือ trust ต้องไม่เร่งจนคนรู้สึกว่าความกังวลของเขาไม่มีที่ยืน 5. สร้างวินัยเล็ก ๆ เพื่อฟื้นพลังระหว่างวัน การพักไม่ควรถูกมองว่าเป็นรางวัลหลังทำงานเสร็จ แต่ควรถูกออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ยั่งยืน วินัยเล็ก ๆ เพื่อฟื้นพลังไม่จำเป็นต้องใหญ่ อาจเป็นเพียง หยุด 90 วินาทีก่อนเริ่มประชุมสำคัญ เดิน 5 นาทีหลังประชุมที่ใช้พลังสูง ปิด notification ช่วงทำงานที่ต้องใช้ความคิดพิจารณาเชิงลึก ใช้คำถามสะท้อนหลังงานเสร็จ: “เราเรียนรู้อะไร และครั้งหน้าจะทำให้ง่ายขึ้นอย่างไร?” จบวันด้วยการเลือก 3 เรื่องที่เสร็จแล้ว แทนการจ้องเฉพาะสิ่งที่ยังไม่เสร็จ ในเชิง Neuroscience สมองต้องการจังหวะของการโฟกัสและการฟื้นตัว ไม่ใช่การเร่งต่อเนื่องแบบไม่มีช่องว่าง 6. เปลี่ยนบทสนทนาของผู้นำจาก “เร่งงาน” เป็น “ปลุกความคิด” ในยุค AI ผู้นำจำนวนมากอาจเร่งทีมโดยไม่รู้ตัว เช่น “ใช้ AI ช่วยสิ ทำไมยังไม่เสร็จ?” “เรื่องนี้น่าจะเร็วขึ้นแล้วนะ” “ลองให้ AI ทำมาก่อน แล้วค่อยส่งมา” ประโยคเหล่านี้อาจตั้งใจดี แต่ถ้าใช้บ่อยโดยไม่มีบริบท จะกลายเป็นความเครียดสะสมใหม่ เพราะคนรู้สึกว่าความซับซ้อนของงานถูกลดทอนเหลือแค่ “ทำไมไม่เร็ว” ผู้นำอาจเปลี่ยนเป็นคำถาม Coaching ที่ช่วยปลุกความคิด เช่น “งานนี้ส่วนไหน AI ช่วยได้ และส่วนไหนยังต้องใช้ judgment ของเรา?” “ตอนนี้อะไรคือจุดที่ทำให้คุณติด?” “ถ้าเราลดความสมบูรณ์แบบลง 20% งานนี้จะเดินหน้าอย่างไร?” “มีอะไรที่เราควรตัดออก เพื่อให้คุณโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด?” “เรื่องนี้ คุณอยากได้ความชัดเจนเพิ่มเติม หรือการสนับสนุนใดครับ?" "คุณอยากให้พี่มีส่วนช่วยตัดสินใจในส่วนใด?" บทสนทนาแบบนี้ช่วยลดความเครียด เพราะคนไม่ได้ถูกปล่อยให้รับแรงกดเพียงลำพัง 7. ทำให้ความเครียดเป็นข้อมูล ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล องค์กรจำนวนมากยังมองความเครียดเป็นเรื่องของแต่ละคน ใครเครียดก็ให้ไปจัดการตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ความเครียดเป็นข้อมูลสำคัญของระบบงาน ถ้าคนจำนวนมากเครียดจากการประชุม แปลว่า rhythm ของการทำงานอาจมีปัญหา ถ้าคนเครียดจาก AI แปลว่าองค์กรอาจยังไม่มี governance หรือ learning support ที่ชัด ถ้าคนเครียดจาก deadline ซ้ำ ๆ แปลว่า planning หรือ prioritization อาจยังไม่ดีพอ ถ้าคนไม่กล้าพูดว่าเครียด แปลว่า Psychological Safety อาจยังไม่แข็งแรง ดังนั้นคำถามของผู้นำไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้คนเครียดน้อยลง?” แต่คือ “ระบบงาน บทสนทนา และวิธีตัดสินใจของเรา กำลังสร้างความเครียดแบบใดซ้ำ ๆ?” บทบาทของผู้นำ: จาก AI Adoption สู่ Human Sustainability AI adoption ที่ดี ไม่ใช่แค่การสอนคนใช้เครื่องมือ แต่ต้องช่วยให้คนทำงานกับ AI โดยไม่สูญเสียพลัง ความมั่นใจ และความสามารถในการคิด องค์กรที่ประสบความสำเร็จในยุค AI จึงไม่ใช่องค์กรที่ใช้ AI มากที่สุดเสมอไป แต่เป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่อทำให้คน คิดชัดขึ้น เรียนรู้เร็วขึ้น ตัดสินใจดีขึ้น ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น และยังมีพลังพอจะเติบโตต่อไป ความเครียดในยุค AI จึงไม่ได้บริหารด้วย Wellbeing Program เพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารผ่าน leadership habits, coaching หรือ mentoring, work design และ learning culture เพราะในท้ายที่สุด AI อาจช่วยให้งานเร็วขึ้น แต่ บทสนทนาของผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดว่า คนจะรู้สึก “ถูกเร่งให้หมดไฟ” หรือ “ได้รับการสนับสนุนให้เติบโต” ท้ายนี้ อยากเน้นว่า เทคนิคการบริหารจัดการความเครียดในยุค AI ไม่ใช่การหนีเทคโนโลยี แต่คือการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ พร้อมออกแบบวิธีทำงานที่เคารพพลังของมนุษย์ AI ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรามีพื้นที่คิด ไม่ใช่เครื่องมือที่ทำให้เราต้องเร่งตลอดเวลา ผู้นำควรใช้ AI เพื่อขยายศักยภาพของทีม ไม่ใช่เพิ่มความคาดหวังแบบไม่มีขอบเขต องค์กรควรมองความเครียดเป็นสัญญาณของระบบ ไม่ใช่จุดอ่อนของคน ในยุค AI ความสามารถที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีให้เก่งขึ้น แต่คือการสร้างวิธีทำงานที่ทำให้มนุษย์ยังคิดได้ดี เรียนรู้ได้จริง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะอนาคตของงานไม่ควรเป็นแค่ "Faster Work" แต่ควรเป็น "Wiser Work" งานที่เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และไม่ทำให้มนุษย์เล็กลงระหว่างทาง สนใจการพัฒนาทักษะ Stress Management, Resilience, Coaching for Well-being กรุณาติดต่อแอคคอมกรุ๊ป ********************************************* FAQ FAQ 1: ความเครียดในยุค AI ต่างจากความเครียดทั่วไปอย่างไร? ความเครียดในยุค AI มักเกิดจากความเร็ว ความคาดหวังที่สูงขึ้น การต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่อย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่ใจว่าจะใช้ AI อย่างไรให้ถูกต้อง ปลอดภัย และมีคุณภาพ FAQ 2: AI ช่วยลดความเครียดได้จริงหรือไม่? AI ช่วยลดความเครียดได้ หากใช้เพื่อช่วยสรุปข้อมูล จัดระเบียบความคิด เตรียมทางเลือก และลดงานซ้ำซ้อน แต่หากใช้เพื่อเร่งทุกอย่างโดยไม่ออกแบบวิธีทำงานใหม่ AI อาจเพิ่มความเครียดได้เช่นกัน FAQ 3: ผู้นำควรช่วยทีมบริหารความเครียดในยุค AI อย่างไร? ผู้นำควรช่วยทีมแยกให้ออกว่างานใดต้องการความเร็ว งานใดต้องการคุณภาพ งานใดต้องใช้ judgment ของมนุษย์ และควรเปลี่ยนบทสนทนาจากการเร่งงานเป็นการปลุกความคิด FAQ 4: ความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสมคืออะไร? ความเครียดเล็ก ๆ ที่สะสมคือแรงกดดันเล็ก ๆ ที่เกิดซ้ำในแต่ละวัน เช่น ความไม่ชัดเจน การประชุมมากเกินไป ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน หรือการต้องตามเทคโนโลยีให้ทันตลอดเวลา FAQ 5: องค์กรจะป้องกัน burnout ในยุค AI ได้อย่างไร? องค์กรควรออกแบบวิธีทำงานใหม่ สร้างความชัดเจนในการใช้ AI ลดงานที่ไม่จำเป็น ส่งเสริม psychological safety และสร้างวัฒนธรรมที่ให้คนมีพื้นที่คิด เรียนรู้ และฟื้นพลังอย่างต่อเนื่อง #อบรมStressManagement #StressManagementWorkshop #แนะนำวิทยากรสอนStressManagement *************************************************
- เมื่อการเล่นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ: Play-Based Learning
เมื่อการเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ: Play-Based Learning เมื่อการเล่นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ: ทำไม Play-Based Learning จึงสำคัญต่อสมองและการเรียนรู้ในโลกธุรกิจ เมื่อพูดถึง “การเล่น” หลายคนอาจนึกถึงเด็ก ความสนุก หรือกิจกรรมผ่อนคลาย แต่ในโลกของการเรียนรู้และการพัฒนาคน การเล่นมีความหมายลึกกว่านั้นมาก โดยเฉพาะเมื่อการเล่นถูกออกแบบอย่างมีเป้าหมาย มีโจทย์ มีการสะท้อนคิด และเชื่อมโยงกลับไปสู่การทำงานจริง ในบริบทธุรกิจ Play-Based Learning ไม่ใช่การเล่นเพื่อให้ห้องอบรมสนุกขึ้นเท่านั้น แต่คือการใช้ Play, Games, Simulations, Scenarios และ Reflective Activities เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้คิด ทดลอง ตัดสินใจ สื่อสาร ทำงานร่วมกัน และเรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่าโลกการทำงานจริง ทำไมสมองจึงเรียนรู้ได้ดีผ่านการเล่น สมองไม่ได้เรียนรู้จากการรับข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้ได้ดีเมื่อมี ความสนใจ อารมณ์ การลงมือทำ การลองผิดลองถูก และการสะท้อนบทเรียน งานเขียนด้าน Neuroscience อธิบายว่า play สามารถกระตุ้นระบบ "Reward" ของสมอง โดยไม่จำเป็นต้องกระตุ้น "Stress Response" แบบลบ ซึ่งช่วยให้เกิดความสนใจ และความพร้อมในการลงมือทำมากขึ้น กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อคนรู้สึกปลอดภัย สนุกพอเหมาะ และมีส่วนร่วม สมองจะเปิดรับการเรียนรู้มากกว่าตอนที่รู้สึกถูกประเมิน ถูกบังคับ หรือกลัวผิด นี่คือเหตุผลที่เกมและ Simulation ที่ออกแบบดี สามารถทำให้ผู้เรียนกล้าลอง กล้าพูด กล้าตัดสินใจ และกล้าสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในหัวข้อที่ปกติพูดยาก เช่น ความไว้วางใจในทีม การสื่อสารที่ไม่ชัด ความขัดแย้ง การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน หรือพฤติกรรมผู้นำที่ส่งผลต่อคนอื่น Play ทำให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่ที่ “เข้าใจ” แต่ไปถึง “ใช้เป็น” การอบรมจำนวนมากทำให้ผู้เรียน “เข้าใจ” แนวคิด แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้จริงอย่างไร Play-Based Learning ช่วยปิดช่องว่างนี้ เพราะผู้เรียนไม่ได้เพียงฟังทฤษฎี แต่ได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องคิด ต้องเลือก ต้องสื่อสาร และต้องเผชิญผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตนเอง งานวิจัยด้าน Active Learning พบว่า เมื่อผู้เรียนมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมและการอภิปราย ผลลัพธ์การเรียนรู้ดีกว่าการเรียนแบบ Lecture เพียงอย่างเดียว การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม คิด และลงมือทำ มักมีพลังมากกว่าการรับฟังแบบ passive Play ช่วยให้คนเห็นพฤติกรรมของตัวเองชัดขึ้น ในโลกธุรกิจ ปัญหาหลายอย่างไม่ได้เกิดจากคนไม่มีความรู้ แต่เกิดจากพฤติกรรมที่มองไม่เห็นในชีวิตประจำวัน เช่น ทีมคิดว่าตนเองสื่อสารดี แต่ข้อมูลไม่ไหล ผู้นำคิดว่าตนเองเปิดรับฟัง แต่ทีมไม่กล้าพูด องค์กรประกาศค่านิยมเรื่อง Collaboration แต่ระบบการทำงานยังผลักให้คนทำงานแบบ Silo ทุกคนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง แต่พอกลับไปทำงานจริง กลับยึดวิธีเดิม Play, Games และ Simulations ทำหน้าที่เหมือน “กระจก” ที่ช่วยให้ผู้เรียนเห็น Pattern เหล่านี้ชัดขึ้น เพราะพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในเกมมักสะท้อนวิธีคิด วิธีสื่อสาร และวิธีตัดสินใจที่คนใช้อยู่จริง เมื่อมีการ Debrief ที่ดี ผู้เรียนจะไม่ได้จบเพียงว่า “กิจกรรมนี้สนุก” แต่จะเริ่มถามคำถามที่ลึกขึ้น เช่น“เราเห็นอะไรเกี่ยวกับทีมของเรา?”“พฤติกรรมไหนช่วยให้ทีมไปต่อ?”“พฤติกรรมไหนทำให้ผลลัพธ์อ่อนลง?”“สิ่งนี้สะท้อนการทำงานจริงของเราอย่างไร?”“เราควรเปลี่ยนอะไรหลังจากนี้?” Play เชื่อมกับสมองผ่านอารมณ์ ความจำ และการทดลอง การเรียนรู้ที่จำได้นานมักไม่ได้เกิดจากข้อมูลอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ที่มีความหมาย อารมณ์ และการมีส่วนร่วม งานวิจัยด้าน Retrieval Practice หรือ Testing Effect แสดงให้เห็นว่า การดึงความรู้กลับมาใช้ ไม่ใช่แค่การวัดผล แต่ช่วยเสริมความจำระยะยาวได้ดีกว่าการอ่านซ้ำในหลายกรณี สิ่งนี้เชื่อมโยงกับ Play-Based Learning ได้ดี เพราะเกมและ Simulation มักบังคับให้ผู้เรียน “ดึงความรู้มาใช้” ในสถานการณ์จริงหรือใกล้จริง ไม่ใช่แค่จำคำตอบ ผู้เรียนต้อง Recall, Apply, Adjust และ Learn from Feedback ตลอดเวลา เมื่อเล่นแล้วมีการสะท้อนคิด ผู้เรียนจึงได้ทั้งประสบการณ์และการเรียบเรียงความหมายใหม่ สมองไม่ได้เก็บเพียง “เนื้อหา” แต่เก็บ “บทเรียนจากเหตุการณ์” ซึ่งนำกลับไปใช้ในงานจริงได้ง่ายกว่า Play-Based Learning สำหรับธุรกิจ ต้องมี Purpose ไม่ใช่แค่ Fun อย่างไรก็ตาม การเล่นไม่ได้สร้างการเรียนรู้โดยอัตโนมัติ เกมที่สนุกแต่ไม่มีเป้าหมาย อาจทำให้คนหัวเราะ แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เกมที่ท้าทาย แต่ไม่มี Debrief อาจทำให้คนจำได้ว่าสนุก แต่ไม่เห็นบทเรียนที่ควรนำกลับไปใช้ หัวใจของ Play-Based Learning ในธุรกิจจึงอยู่ที่ 4 เรื่อง Purpose: เล่นเพื่อเรียนรู้อะไร Design: กิจกรรมเชื่อมกับโจทย์งานจริงอย่างไร Facilitation: ผู้เรียนถูกชวนให้คิด เห็น Insight และสะท้อนบทเรียนอย่างไร Transfer: หลังจบกิจกรรม ผู้เรียนจะนำอะไรกลับไปใช้จริง เมื่อครบองค์ประกอบเหล่านี้ การเล่นจะไม่ใช่เพียงกิจกรรมในห้องอบรม แต่กลายเป็น Learning Architecture ที่ช่วยให้คนคิดลึกขึ้น เห็นตัวเองชัดขึ้น ทำงานร่วมกันดีขึ้น และเปลี่ยน Insight เป็น Action ได้มากขึ้น ธุรกิจยุคใหม่ต้องการสมองที่เรียนรู้ได้เร็วขึ้น ในยุคที่ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน ทักษะเปลี่ยนเร็ว และองค์กรต้องการคนที่ปรับตัวได้มากขึ้น การเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นการฟังและจดจำอาจไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องการพื้นที่ที่คนได้ทดลอง ได้คิด ได้ตัดสินใจ ได้ผิดพลาดอย่างปลอดภัย ได้สะท้อนบทเรียน และได้สร้างความเข้าใจร่วมกัน นั่นคือคุณค่าของ Play-Based Learning in Business เพราะบางครั้ง การเรียนรู้ที่ลึกที่สุดไม่ได้เริ่มจากการฟังมากขึ้น แต่อาจเริ่มจากการได้ “เล่นอย่างมีเป้าหมาย” เพื่อให้สมองเปิดรับ ประสบการณ์เกิดขึ้น บทเรียนชัดขึ้น และพฤติกรรมใหม่มีโอกาสรอดในงานจริงมากขึ้น พบกับ Play-Based Learning สำหรับผู้นำ ทีม และองค์กรได้ที่ Play-Based-Learning.Biz Frequently Asked Questions: FAQ 1: Play-Based Learning คืออะไรในบริบทธุรกิจ? Play-Based Learning ในบริบทธุรกิจ คือการใช้ Play, Games, Simulations, Scenarios และ Reflective Activities เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้คิด ทดลอง ตัดสินใจ สื่อสาร ทำงานร่วมกัน และสะท้อนบทเรียนจากประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับงานจริง FAQ 2: Play-Based Learning เหมาะกับองค์กรอย่างไร? Play-Based Learning เหมาะกับองค์กรที่ต้องการพัฒนาผู้นำ ทีม การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การตัดสินใจ การนำการเปลี่ยนแปลง และการสร้างพฤติกรรมใหม่ผ่านประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมและจดจำได้ง่าย FAQ 3: Play-Based Learning แตกต่างจากเกมทั่วไปอย่างไร? เกมทั่วไปอาจเน้นความสนุก แต่ Play-Based Learning มีเป้าหมายการเรียนรู้ชัดเจน มีการออกแบบเชื่อมกับโจทย์งานจริง มี facilitation และมีการสะท้อนบทเรียนเพื่อให้ผู้เรียนเชื่อมโยง insight กลับไปสู่การทำงานจริง FAQ 4: ตัวอย่างของ Play-Based Learning ในองค์กรมีอะไรบ้าง? ตัวอย่างได้แก่ การใช้โมเดลเพื่อทำให้ความคิดที่เป็นนามธรรมมองเห็นได้ชัดขึ้น เช่น LEGO® SERIOUS PLAY® การใช้ simulation เช่น Tall Ships Simulation และการใช้การ์ดสถานการณ์ เช่น Coaching Skills Check-up Cards FAQ 5: ทำไม Play-Based Learning จึงช่วยให้เรียนรู้ได้ลึกขึ้น? เพราะผู้เรียนไม่ได้เพียงรับฟังข้อมูล แต่ได้ลงมือ ทดลอง ตัดสินใจ เห็นผลของการกระทำ สะท้อนบทเรียน และเชื่อมโยงประสบการณ์กลับไปสู่พฤติกรรมจริงในที่ทำงาน #ช่วยแนะนำLegoSeriousPlayFacilitator #PlaybasedLearningคืออะไร #Play_Based_Learning_คืออะไร *****************************************
- Learning as a Skill
Learning as a Skill ในโลกที่ทักษะใหม่เกิดขึ้นเร็ว และทักษะเดิมหมดอายุเร็วขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญของผู้นำและองค์กรอาจไม่ใช่แค่ “เราควรเรียนรู้อะไรเพิ่ม?” แต่อาจต้องถามให้ลึกขึ้นว่า “เราเรียนรู้เก่งพอหรือยัง?” เพราะในยุคนี้ การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการเข้าหลักสูตร อ่านหนังสือ หรือสะสมความรู้ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือความสามารถในการสังเกตตัวเอง เปิดรับมุมมองใหม่ ทดลอง ปรับตัว รับ feedback และเปลี่ยนประสบการณ์ให้กลายเป็นความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริง บางคนมีทักษะมากมาย แต่ไม่สามารถเรียนรู้จากความล้มเหลว บางคนมีความรู้มากมาย แต่ไม่สามารถ unlearn ความเชื่อเดิมที่ไม่ช่วยแล้ว บางองค์กรลงทุนกับ training มากมาย แต่ learning ไม่รอดในงานจริง นั่นทำให้ “learning how to learn” กลายเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุด ของคนทำงานยุคใหม่ และ Learning ก็เป็นหนึ่งในทักษะในตัวมันเองด้วย คนที่เรียนรู้เก่ง ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่รู้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยน องค์กรที่เรียนรู้เก่ง ไม่ใช่องค์กรที่จัดอบรมมากที่สุด แต่คือองค์กรที่สร้างรูปแบบวัฒนธรรมให้คนคิด ทบทวน ทดลอง และเติบโตจากงานจริงได้ทุกวัน อย่างเช่น วัฒนธรรมการโค้ช เพราะอนาคตไม่ได้เป็นของคนที่มีทักษะมากที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นของคนและองค์กรที่ “เรียนรู้ได้เร็วกว่า ลึกกว่า และต่อเนื่องกว่า” Learning as a Skill In a world where new skills emerge quickly, and existing skills become outdated faster than ever, the most important question for leaders and organizations may no longer be: “What new skills should we learn?” Perhaps the deeper question is: “Are we good enough at learning itself?” Learning today is not just about attending courses, reading books, or accumulating knowledge. It is the ability to observe ourselves, stay open to new perspectives, experiment, adapt, receive feedback, and turn experience into insight that can be applied in real work. Some people have many skills, but struggle to learn from failure. Some people have deep knowledge, but struggle to unlearn beliefs that no longer serve them. Some organizations invest heavily in training, but learning does not survive the pressure of daily work. This is why “learning how to learn” may be one of the most important capabilities of our time. A good learner is not someone who knows everything. A good learner is someone who knows how to learn when the world changes. A learning organization is not necessarily the one that runs the most training program. It is the one that creates the conditions for people to think, reflect, experiment, and grow through real work every day. These are the conditions a coaching culture makes possible. The future may not belong to those who have the most skill. It may belong to those who can learn faster, deeper, and more continuously. Learning is a skill. And perhaps, it is the skill behind all future skills. Article by Atchara Juicharern, Ph.D. © Copyright - All rights reserved.
- ทำไม LEGO® SERIOUS PLAY® จึงช่วยให้องค์กรเรียนรู้ได้ลึกกว่าเวิร์กช็อปทั่วไป (LEGO Serious Play Workshop Thailand)
AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop โดยผสานแนวคิด Constructivism, Constructionism ความเชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ วัฒนธรรมการโค้ช และการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพื่อช่วยองค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อนให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความหมายร่วม บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ และการลงมือทำร่วมกัน LEGO Serious Play Workshop Thailand "Constructivism คือแนวคิดที่มองว่า การเรียนรู้เกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนสร้างความหมายจากประสบการณ์ของตนเอง Constructionism ต่อยอดแนวคิดนี้ โดยเน้นว่า การเรียนรู้ลึกขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างบางสิ่ง ที่จับต้องได้ LEGO® SERIOUS PLAY® เป็นวิธีการที่ช่วยให้องค์กรเรียนรู้ ผ่านการสร้างโมเดล การเล่าเรื่อง และการสร้างความหมายร่วม" ทำไม LEGO® SERIOUS PLAY® จึงช่วยให้องค์กรเรียนรู้ได้ลึกกว่าเวิร์กช็อปทั่วไป จากการสร้างความหมาย สู่การสร้างโมเดลที่มองเห็นได้ หลายองค์กรต้องการให้ผู้บริหารและทีมงาน “เข้าใจตรงกัน” มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลยุทธ์ การทำงานร่วมกัน วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำ หรือการเปลี่ยนแปลง แต่ความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว และไม่ได้เกิดจากการรับข้อมูลมากขึ้นเสมอไป ในมุมของการเรียนรู้ มีสองแนวคิดที่ช่วยอธิบายพลังของ LEGO® SERIOUS PLAY® ได้อย่างชัดเจน Constructivism คือ learning by making meaning การเรียนรู้เกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนสร้างความหมายจากประสบการณ์ ความคิด และมุมมองของตนเอง Constructionism คือ learning by making things การเรียนรู้ลึกขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างบางสิ่งที่จับต้องได้ และใช้สิ่งนั้นเป็นสื่อในการคิด สื่อสาร และสะท้อนความเข้าใจ นี่คือเหตุผลที่ LEGO® SERIOUS PLAY® METHOD ไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือการเล่น LEGO® ในห้องอบรม แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้คน “สร้างความหมาย” ผ่านการ “สร้างสิ่งของ” เมื่อผู้เข้าร่วมสร้างโมเดลด้วยมือ เขาไม่ได้เพียงต่อชิ้นส่วน LEGO® เข้าด้วยกัน แต่กำลังแปลงความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ สมมติฐาน และประสบการณ์ภายใน ออกมาเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ สิ่งที่เคยอยู่ในหัว จึงมาอยู่บนโต๊ะ สิ่งที่พูดยาก จึงพูดได้ง่ายขึ้น สิ่งที่แต่ละคนเข้าใจไม่เหมือนกัน จึงเริ่มถูกมองเห็นร่วมกัน สำหรับองค์กร นี่คือจุดสำคัญมาก เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่เก่ง แต่อยู่ที่คนให้ความหมายกับสิ่งเดียวกันไม่เหมือนกัน คำว่า “กลยุทธ์” อาจมีความหมายหนึ่ง สำหรับผู้บริหาร แต่มีอีกความหมายหนึ่งสำหรับทีมหน้างาน คำว่า “การเปลี่ยนแปลง” อาจเป็นโอกาสสำหรับองค์กร แต่เป็นความกังวลสำหรับพนักงานบางคน คำว่า “Collaboration” อาจฟังดูดีในแผนงาน แต่ในชีวิตจริง อาจหมายถึงความรับผิดชอบทับซ้อน การสื่อสารไม่ชัด หรือการตัดสินใจที่ล่าช้า LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วยให้องค์กรเห็นความหมายที่แตกต่างเหล่านี้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมไม่ได้แค่พูดว่า “ฉันเห็นด้วย” หรือ “ฉันไม่เห็นด้วย”แต่สร้างโมเดล เล่าเรื่อง อธิบายความหมาย และฟังความหมายของผู้อื่น จากตรงนี้ การเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่การรับข้อมูลแต่เป็นการสร้างความเข้าใจร่วม และเมื่อความเข้าใจร่วมชัดขึ้น องค์กรก็สามารถต่อยอดไปสู่ Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Cross-functional Collaboration และ Culture Transformation ได้ดีขึ้น นี่คือแนวทางที่ AcComm Group นำมาใช้ในการออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop สำหรับองค์กรในประเทศไทยและเอเชีย AcComm Group ไม่ได้มอง LSP เป็นเพียงกิจกรรมสนุกในห้องอบรม แต่มองว่า LSP คือกระบวนการออกแบบบทสนทนาเชิงลึก ที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมกัน ด้วยประสบการณ์ด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop ที่เชื่อมโยงกับโจทย์จริงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการจัดแนวกลยุทธ์ การพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างความร่วมมือข้ามสายงาน การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม หรือการสร้าง Coaching Culture เพราะหัวใจของ LEGO® SERIOUS PLAY® ไม่ใช่ตัวต่อ แต่คือความหมายที่คนสร้างผ่านตัวต่อ และหัวใจของเวิร์กช็อปที่ดี ไม่ใช่แค่การทำให้คนมีส่วนร่วม แต่คือการทำให้คนมองเห็นสิ่งที่ตนเองคิด ฟังสิ่งที่ผู้อื่นให้ความหมาย และสร้างความเข้าใจร่วมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงGO Serious Play Workshop Thailand Frequently Asked Questions: FAQ 1: Constructivism คืออะไร? Constructivism หรือแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง มักเชื่อมโยงกับนักจิตวิทยาพัฒนาการชาวสวิส Jean Piaget ซึ่งมองว่าผู้เรียนไม่ได้รับความรู้แบบตรง ๆ จากผู้สอนเท่านั้น แต่เป็นผู้สร้างความเข้าใจ และความหมายจากประสบการณ์ ความคิด และมุมมองของตนเอง Constructivism คือ learning by making meaning หรือการเรียนรู้ผ่านการสร้างความหมาย FAQ 2: Constructionism คืออะไร? Constructionism เป็นแนวคิดการเรียนรู้ที่พัฒนาและเผยแพร่โดย Seymour Papert นักคณิตศาสตร์ นักการศึกษา และนักวิจัยจาก MIT ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิด Constructivism ของ Jean Piaget Constructionism เน้นว่าการเรียนรู้จะลึกขึ้น เมื่อผู้เรียนได้สร้างบางสิ่งที่จับต้องได้ เช่น โมเดล แผนภาพ เรื่องเล่า โปรแกรม งานออกแบบ หรือชิ้นงานสร้างสรรค์อื่น ๆ Constructionism คือ learning by making things หรือการเรียนรู้ผ่านการสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรม FAQ 3: Constructivism และ Constructionism เกี่ยวข้องกับ LEGO® SERIOUS PLAY® อย่างไร? LEGO® SERIOUS PLAY® เชื่อมโยงกับ Constructivism เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงรับฟังข้อมูล แต่สร้างความหมายจากประสบการณ์ ความคิด และมุมมองของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Jean Piaget เรื่องการสร้างความรู้ผ่านประสบการณ์ ขณะเดียวกัน LEGO® SERIOUS PLAY® ยังเชื่อมโยงกับ Constructionism ของ Seymour Papert เพราะผู้เข้าร่วมได้สร้างโมเดลที่จับต้องได้ เพื่อใช้เป็นสื่อในการคิด เล่าเรื่อง ฟังกัน และสร้างความเข้าใจร่วม กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ LSP ช่วยให้คนเรียนรู้ทั้งจากการ สร้างความหมาย และการ สร้างสิ่งของ FAQ 4: LEGO® SERIOUS PLAY® เหมาะกับองค์กรเรื่องใด? LEGO® SERIOUS PLAY® เหมาะกับองค์กรที่ต้องการสร้าง Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Cross-functional Collaboration, Culture Transformation, Innovation และ Coaching Culture เพราะ LSP ช่วยให้ประเด็นซับซ้อน กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ จับต้องได้ และพูดคุยร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรต้องการให้ผู้คนสร้างความหมายร่วม ไม่ใช่เพียงรับฟังคำอธิบายจากผู้นำหรือผู้บรรยาย FAQ 5: AcComm Group เชี่ยวชาญ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop อย่างไร? AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop สำหรับองค์กร โดยผสาน LSP เข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation แนวทางของ AcComm Group ให้ความสำคัญกับทั้งการสร้างความหมายร่วมตามแนวคิด Constructivism และการเรียนรู้ผ่านการสร้างโมเดลที่จับต้องได้ตามแนวคิด Constructionism เพื่อช่วยองค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ บทสนทนาเชิงลึก ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เขียนโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ | CEO - AcComm Group AcComm Group ออกแบบ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop สำหรับองค์กรในประเทศไทยและเอเชีย ผสาน LEGO® SERIOUS PLAY® เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ วัฒนธรรมการโค้ช บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ และการเปลี่ยนแปลงองค์กร ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ และ AcComm Group ช่วยองค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความหมายร่วม และการลงมือทำร่วมกันผ่าน LEGO® SERIOUS PLAY® METHOD © Copyright - All rights reserved. #ช่วยแนะนำวิทยากรที่สอน Lego Serious Play #ช่วยแนะนำ Lego Serious Play Facilitator #ใครเป็นฟา Lego Serious Play
- LEGO® SERIOUS PLAY® Facilitator and Workshop in Thailand
LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วย Strategic Alignment อย่างไร จากกลยุทธ์บนสไลด์ สู่ความเข้าใจร่วมและการลงมือทำจริง หลายองค์กรไม่ได้ขาดกลยุทธ์ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มีแผนธุรกิจ มีเป้าหมายมี KPI มี Roadmap และมีการสื่อสารทิศทางองค์กรอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อถึงเวลานำกลยุทธ์ไปใช้จริง กลับพบปัญหาที่คุ้นเคย คนละฝ่ายตีความเป้าหมายไม่เหมือนกัน ผู้บริหารเห็นภาพใหญ่ แต่ทีมหน้างานเห็นข้อจำกัด บางทีมเข้าใจว่าอะไรคือ Priority แต่บางทีมยังทำงานตามความเคยชินเดิม บางคนพูดว่า “เรามี Alignment กันแล้ว” แต่เมื่อต้องตัดสินใจจริง กลับเลือกคนละทิศทาง บางองค์กรมี Strategy ที่ดูดีมากบนสไลด์ แต่พอเข้าสู่การทำงานจริง กลับไม่เกิดพฤติกรรมใหม่ นี่คือปัญหาสำคัญของ Strategic Alignment กลยุทธ์ไม่ได้ล้มเหลวเสมอไปเพราะคิดไม่ดี แต่หลายครั้งล้มเหลวเพราะคนในองค์กร เข้าใจไม่ตรงกัน เห็นภาพไม่เหมือนกัน และยังไม่ได้สร้างความหมายร่วมกันอย่างเพียงพอ ในฐานะบริษัทที่ทำงานด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation กับองค์กรชั้นนำในประเทศไทยและเอเชีย AcComm Group มองว่า Strategic Alignment ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารกลยุทธ์ให้ดังขึ้นหรือถี่ขึ้นเท่านั้น แต่เกิดจากการทำให้ผู้คนในองค์กรได้คิดร่วมกัน เห็นร่วมกัน พูดคุยร่วมกัน และเชื่อมโยงบทบาทของตนเองเข้ากับทิศทางองค์กรอย่างแท้จริง หนึ่งในกระบวนการที่ AcComm Group นำมาใช้เพื่อสนับสนุน Strategic Alignment คือ LEGO® SERIOUS PLAY® หรือ LSP ซึ่งช่วยเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นโมเดลที่จับต้องได้ มองเห็นได้ และใช้เป็นฐานของบทสนทนาเชิงกลยุทธ์ได้อย่างลึกซึ้ง Strategic Alignment คืออะไร และทำไมการสื่อสารอย่างเดียวไม่พอ Strategic Alignment ไม่ใช่เพียงการที่ทุกคนรู้ว่าองค์กรมีเป้าหมายอะไร แต่คือการที่ผู้บริหาร ผู้จัดการ และทีมงานสามารถเข้าใจได้ว่า องค์กรกำลังมุ่งไปทางไหน อะไรคือเรื่องสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ แต่ละทีมมีบทบาทอย่างไรต่อภาพใหญ่ เราต้องตัดสินใจอย่างไร เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายระยะสั้นกับทิศทางระยะยาว และเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอะไร เพื่อให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง หลายองค์กรสื่อสารกลยุทธ์ไปแล้ว แต่ยังไม่เกิด Alignment เพราะการสื่อสารมักเป็นแบบทางเดียว ผู้บริหารประกาศทิศทาง หัวหน้าถ่ายทอดเป้าหมาย ทีมรับฟัง ทุกคนพยักหน้า แล้วกลับไปทำงานแบบเดิม ปัญหาคือ การรับฟังไม่ได้แปลว่าเข้าใจ การเข้าใจไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย และการเห็นด้วยไม่ได้แปลว่าจะลงมือทำในสถานการณ์จริงได้ Strategic Alignment ที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การ “รู้ข้อความเดียวกัน” แต่คือการ “สร้างความหมายร่วมกัน” ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อกลยุทธ์ไม่ถูกแปลงเป็นความเข้าใจร่วม ในหลายองค์กร คำสำคัญทางกลยุทธ์มักฟังดูดี และเป็นสากล เช่น Transformation, Agility, Customer Centricity, Innovation, Growth, Collaboration, One Team, Operational Excellence แต่แม้ทุกคนจะใช้คำเดียวกัน ความหมายในใจอาจต่างกันมาก คำว่า “Agility” สำหรับผู้บริหาร อาจหมายถึงความสามารถในการแข่งขัน แต่สำหรับทีมงาน อาจหมายถึงงานเร่งมากขึ้นและเวลาคิดน้อยลง คำว่า “Customer Centricity” สำหรับองค์กร อาจหมายถึงการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น แต่สำหรับบางฝ่าย อาจรู้สึกว่าเป็นภาระเพิ่มเติมโดยไม่มีทรัพยากรรองรับ คำว่า “Collaboration” สำหรับกลยุทธ์ อาจหมายถึงการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ แต่สำหรับคนทำงานจริง อาจหมายถึงการประชุมมากขึ้น อำนาจตัดสินใจไม่ชัด และความรับผิดชอบทับซ้อน คำว่า “Transformation” สำหรับผู้บริหาร อาจหมายถึงโอกาสใหม่ แต่สำหรับพนักงานบางคน อาจหมายถึงความไม่แน่นอน ความกังวล และความรู้สึกว่า “สิ่งที่ฉันเคยทำได้ดีอาจไม่พออีกต่อไป” เมื่อความหมายไม่ตรงกัน พฤติกรรมจึงไม่สอดคล้องกัน นี่คือเหตุผลที่ Strategic Alignment ไม่สามารถเกิดจากการอธิบายกลยุทธ์เพียงครั้งเดียว แต่ต้องการพื้นที่ที่คนได้สำรวจ ตีความ ถาม ฟัง และเชื่อมโยงกลยุทธ์เข้ากับงานจริงของตนเอง LEGO® SERIOUS PLAY® คืออะไร LEGO® SERIOUS PLAY® หรือ LSP คือกระบวนการเรียนรู้และการสนทนาเชิงลึก ที่ใช้การสร้างโมเดลด้วยตัวต่อ LEGO® เป็นเครื่องมือในการคิด สะท้อนมุมมอง เล่าเรื่อง และสร้างความหมายร่วมกัน แม้จะใช้ตัวต่อ LEGO® แต่ LSP ไม่ใช่กิจกรรมเล่นสนุกทั่วไป และไม่ใช่ Ice Breaking ที่ทำเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายเท่านั้น หัวใจของ LSP คือการช่วยให้ผู้เข้าร่วม “คิดด้วยมือ” เมื่อคนสร้างโมเดล เขาจะไม่ได้เพียงตอบคำถามด้วยคำพูด แต่กำลังแปลงความคิด ความรู้สึก สมมติฐาน และประสบการณ์ภายใน ออกมาเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ สิ่งที่เคยอยู่ในหัวจึงกลายเป็นสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ สิ่งที่พูดยากจึงพูดได้ง่ายขึ้น สิ่งที่ซ่อนอยู่จึงเริ่มปรากฏ และสิ่งที่ต่างคนต่างเข้าใจ จึงกลายเป็นเรื่องที่สามารถนำมาสนทนาร่วมกันได้ สำหรับ AcComm Group, LSP เป็นมากกว่าเครื่องมือสร้างโมเดล แต่เป็นกระบวนการ Strategic Conversations ที่ช่วยให้องค์กรเห็นความเข้าใจ ความเชื่อ ความกังวล ความหวัง และบทบาทของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทำไม LSP จึงช่วย Strategic Alignment ได้ดี Strategic Alignment ต้องการมากกว่าการนำเสนอข้อมูล เพราะข้อมูลอาจทำให้คน “รู้” แต่ไม่ได้ทำให้คน “เชื่อมโยง” LSP ช่วยเติมช่องว่างนี้ เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งมากขึ้น แทนที่จะถามว่า“ทุกคนเข้าใจกลยุทธ์ไหม” ซึ่งมักได้คำตอบว่า “เข้าใจค่ะ/ครับ” LSP ชวนให้ผู้เข้าร่วมสร้างคำตอบออกมาเป็นโมเดล เมื่อคำตอบถูกสร้างออกมาเป็นโมเดล ทุกคนจะเห็นได้ชัดขึ้นว่า แต่ละคนตีความกลยุทธ์อย่างไร นี่คือจุดเริ่มต้นของ Alignment ที่ลึกกว่าเดิม 1. LSP ช่วยเปิดเผยความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ในห้องประชุมทั่วไป คนอาจพยักหน้า แม้ยังไม่เข้าใจ บางคนอาจไม่กล้าถาม บางคนอาจคิดว่าตนเองเข้าใจแล้ว ทั้งที่ตีความต่างจากคนอื่น บางคนอาจรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ไม่แน่ใจว่าควรพูดออกมาหรือไม่ LSP ช่วยให้ความเข้าใจที่แตกต่างกันปรากฏออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อแต่ละคนสร้างโมเดลของคำว่า “กลยุทธ์” “ความสำเร็จ” หรือ “บทบาทของเรา” เราจะเห็นทันทีว่าแต่ละคนให้ความสำคัญกับอะไร บางคนอาจสร้างภาพของลูกค้า บางคนอาจสร้างภาพของระบบ บางคนอาจสร้างภาพของความเร็ว บางคนอาจสร้างภาพของความเสี่ยง บางคนอาจสร้างภาพของทีมที่กำลังเหนื่อยล้า บางคนอาจสร้างภาพของสะพานที่ยังเชื่อมไม่ถึงกัน ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นข้อมูลสำคัญ เพราะก่อนที่องค์กรจะ Alignment กันได้ ต้องเห็นก่อนว่าเรายังไม่มี Alignment กันตรงไหน 2. LSP ช่วยให้ทุกเสียงมีพื้นที่ ไม่ใช่แค่เสียงของคนที่พูดเก่งที่สุด Strategic Alignment มักสะดุด เมื่อบทสนทนาถูกครอบงำโดยคนไม่กี่คน บางครั้ง คนที่พูดเก่งที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เห็นความเสี่ยงมากที่สุด คนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เห็นปัญหาหน้างานชัดที่สุด และคนที่เงียบที่สุดอาจมี Insight สำคัญที่สุดต่อการทำให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง ในกระบวนการ LSP ทุกคนต้องสร้าง ทุกคนต้องเล่า และทุกคนต้องฟัง สิ่งนี้ทำให้เสียงของผู้เข้าร่วมมีความเท่าเทียมขึ้นไม่ใช่เพราะทุกคนมีตำแหน่งเท่ากัน แต่เพราะทุกคนมีโมเดลของตนเอง มีเรื่องเล่าของตนเอง และมีพื้นที่ในการอธิบายความหมายของตนเอง สำหรับ Strategic Alignment เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะกลยุทธ์ที่ดีไม่ได้ต้องการแค่ Buy-in จากผู้บริหารแต่ต้องการ Insight จากคนที่รู้ว่างานจริงจะเดินได้หรือสะดุดตรงไหน บางครั้ง สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ไม่สำเร็จไม่ได้อยู่ในแผน แต่อยู่ในสิ่งที่คนหน้างานรู้ แต่ไม่เคยมีพื้นที่พูด 3. LSP ช่วยเปลี่ยนกลยุทธ์จากนามธรรมให้เป็นภาพร่วม กลยุทธ์มักเป็นสิ่งที่ใหญ่ นามธรรม และอยู่ในภาษาของผู้บริหาร แต่คนจะทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เมื่อมี “ภาพร่วม” ที่เข้าใจง่าย จำได้ และนำไปใช้ต่อได้ LSP ช่วยให้กลยุทธ์ที่เป็นนามธรรมกลายเป็นโมเดลที่จับต้องได้ เช่น สะพานที่เชื่อมฝ่ายงานหอคอยที่ต้องมีฐานมั่นคงลูกค้าที่อยู่ตรงกลางเรือที่ทุกคนต้องพายไปทิศเดียวกัน กำแพงที่ต้องรื้อออก เส้นทางที่มีทั้งโอกาสและอุปสรรค ระบบนิเวศที่แต่ละส่วนต้องพึ่งพากัน โมเดลเหล่านี้กลายเป็นภาษาร่วมของทีม หลังเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมอาจจำข้อความบนสไลด์ไม่ได้ทั้งหมด แต่เขาจะจำภาพที่ตนเองสร้าง ความหมายที่ตนเองเล่า และบทสนทนาที่ทีมร่วมกันค้นพบได้ นี่คือพลังของ LSP ต่อ Strategic Alignment เพราะเมื่อกลยุทธ์มีภาพร่วม บทสนทนาก็ลึกขึ้นเมื่อบทสนทนาลึกขึ้น ความเข้าใจร่วมก็ชัดขึ้นและเมื่อความเข้าใจร่วมชัดขึ้น การตัดสินใจและการลงมือทำก็มีโอกาสสอดคล้องกันมากขึ้น 4. LSP ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทีมกับภาพใหญ่ หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ Strategic Alignment คือคนจำนวนมากรู้ว่าองค์กรมีเป้าหมายอะไร แต่ยังไม่เห็นว่าตนเองเกี่ยวข้องอย่างไร เมื่อไม่เห็นความเกี่ยวข้อง กลยุทธ์จะกลายเป็นเรื่องของผู้บริหาร ไม่ใช่เรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องของทีมฉัน และไม่ใช่เรื่องที่กระทบการตัดสินใจรายวันของฉัน LSP สามารถช่วยให้แต่ละทีมสร้างโมเดลบทบาทของตนเองต่อกลยุทธ์ จากนั้นนำโมเดลของแต่ละคนหรือแต่ละทีมมาเชื่อมกันเป็น Shared Model กระบวนการนี้ทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นว่า ทีมของเราส่งผลต่อทีมอื่นอย่างไ รถ้าเราช้าจะกระทบใคร ถ้าเราตัดสินใจแบบเดิม กลยุทธ์ใหม่จะติดตรงไหน ถ้าเราจะสนับสนุนกันจริง ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานร่วมกันอย่างไร และถ้าองค์กรต้องไปให้ถึงเป้าหมายนี้ เราต้องเลิกทำอะไร เริ่มทำอะไร หรือทำอะไรให้ชัดขึ้น นี่คือจุดที่ Alignment เริ่มลึกขึ้น จาก “เรารู้เป้าหมายเดียวกัน”ไปสู่ “เราเห็นว่าการกระทำของเราส่งผลต่อกันอย่างไร” 5. LSP ช่วยสร้าง Commitment ผ่านการมีส่วนร่วม คนมักผูกพันกับสิ่งที่ตนเองมีส่วนร่วมสร้าง มากกว่าสิ่งที่ตนเองได้รับมอบหมายมา LSP ไม่ได้ทำให้ผู้เข้าร่วมเป็นเพียงผู้ฟังกลยุทธ์แต่ทำให้เขาเป็นผู้ร่วมตีความ ร่วมสำรวจ ร่วมตั้งคำถาม และร่วมตกผลึกว่า กลยุทธ์นี้ต้องการพฤติกรรมใหม่อะไรจากพวกเรา เมื่อคนได้สร้าง ได้เล่า ได้ฟัง และได้ร่วมกันกำหนดแนวทางต่อไป Commitment จึงไม่ได้เกิดจากการถูกสั่งให้ทำ แต่เกิดจากการมองเห็นด้วยตนเองว่า สิ่งนี้สำคัญ ฉันมีบทบาท ทีมของเรามีผลต่อภาพใหญ่ และเราต้องเปลี่ยนบางอย่างร่วมกัน เพื่อให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง นี่คือความแตกต่างระหว่าง Compliance กับ Commitment Compliance คือทำเพราะต้องทำ Commitment คือทำเพราะเข้าใจ เห็นความหมาย และยอมรับบทบาทของตนเอง AcComm Group ใช้ LSP เพื่อช่วย Strategic Alignment อย่างไร AcComm Group ออกแบบเวิร์กช็อป LSP สำหรับองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนกลยุทธ์จาก “ข้อความบนสไลด์” ให้กลายเป็น “ความเข้าใจร่วมในทีม” โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับทิศทางธุรกิจ การทำงานข้ามสายงาน การสร้างวัฒนธรรมใหม่ การยกระดับภาวะผู้นำ หรือการขับเคลื่อน Transformation สำหรับ AcComm Group การใช้ LEGO® SERIOUS PLAY® เพื่อ Strategic Alignment ไม่ใช่การทำกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อความสนุกเท่านั้น แต่คือการออกแบบ บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้องค์กรเห็นสิ่งที่มักมองไม่เห็นในห้องประชุมปกติ ไม่ว่าจะเป็นการตีความกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ความกังวลที่ยังไม่ได้พูด ความเชื่อมโยงระหว่างทีม หรือพฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยนเพื่อให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง ด้วยประสบการณ์ด้าน Leadership Development, Coaching Culture, Strategic Conversations และ Organizational Transformation AcComm Group ช่วยให้องค์กรใช้ LSP เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจร่วม เชื่อมโยงผู้บริหารและทีมงาน และเปลี่ยน Strategic Alignment ให้เป็นพลังในการตัดสินใจ และการลงมือทำจริง LEGO Serious Play Facilitator - Thailand โดยกระบวนการของ AcComm Group มักเน้น 4 ระดับสำคัญ (LEGO Serious Play Facilitator - Thailand) 1. Align Meaning: สร้างความหมายร่วมต่อกลยุทธ์ 2. Surface Hidden Assumptions: เปิดเผยสมมติฐานและความกังวลที่ซ่อนอยู่ 3. Connect Roles and Contributions: เชื่อมบทบาทของแต่ละคนกับภาพใหญ่ 4. Create Shared Commitment: สร้างข้อตกลงร่วมในการลงมือทำ ตัวอย่างโจทย์องค์กรที่เหมาะกับ LSP Workshop ของ AcComm Group LSP Workshop เพื่อ Strategic Alignment เหมาะกับองค์กรที่กำลังเผชิญโจทย์ เช่น องค์กรมีทิศทางใหม่ แต่คนยังตีความไม่ตรงกัน ผู้บริหารต้องการสร้าง Leadership Alignment ก่อนขับเคลื่อนแผนใหญ่ ทีมต่างฝ่ายต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น แต่ยังมี Silo องค์กรกำลังทำ Transformation และต้องการให้พนักงานเห็นบทบาทของตนเอง กลยุทธ์ถูกสื่อสารแล้ว แต่ยังไม่เกิด Ownership ทีมเข้าใจเป้าหมาย แต่ยังไม่เห็นพฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยน องค์กรต้องการเปลี่ยน Culture จากการรับคำสั่งไปสู่การมีส่วนร่วม ผู้จัดการต้องการเครื่องมือในการสื่อสารกลยุทธ์ให้ทีมเข้าใจลึกขึ้น สำหรับองค์กรที่กำลังมองหา LSP Workshop เพื่อ Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Alignment, Cross-functional Collaboration หรือ Strategy Execution AcComm Group สามารถออกแบบกระบวนการให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และระดับผู้นำหรือพนักงานที่เข้าร่วม LEGO® SERIOUS PLAY® ไม่ได้ทำหน้าที่แทนการวางกลยุทธ์ ไม่ได้แทนข้อมูลทางธุรกิจ ไม่ได้แทนการตัดสินใจของผู้บริหาร และไม่ได้แทนการบริหารผลลัพธ์ แต่ LSP ช่วยให้กลยุทธ์มีชีวิตมากขึ้น เพราะกลยุทธ์จะมีพลังมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียง “รับสาร”แต่ได้ “สร้างความหมาย” กับมัน กลยุทธ์จะมีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียงรู้ว่า องค์กรต้องไปทางไหน แต่เห็นว่าตนเองเกี่ยวข้องอย่างไรทีมของตนเองมีผลต่อภาพใหญ่อย่างไร และพฤติกรรมใดต้องเปลี่ยน เพื่อให้ทิศทางใหม่นั้นเกิดขึ้นจริง สำหรับ AcComm Group, LSP คือเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรไม่หยุดอยู่ที่การสื่อสารกลยุทธ์ แต่ก้าวไปสู่การสร้างความเข้าใจร่วม ความเป็นเจ้าของร่วม และการลงมือทำร่วม AcComm Group ช่วยองค์กรใช้ LEGO® SERIOUS PLAY® เพื่อสร้าง Strategic Alignment โดยเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นความเข้าใจร่วม โมเดลที่มองเห็นได้ บทสนทนาเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นร่วมในการลงมือทำ กระบวนการนี้สนับสนุน Leadership Alignment, Cross-functional Collaboration, Strategy Execution และ Culture Transformation AcComm Group helps organizations use LEGO® SERIOUS PLAY® to strengthen Strategic Alignment by turning abstract strategy into shared understanding, visible models, strategic conversations, and collective commitment. The process supports leadership alignment, cross-functional collaboration, strategy execution, and culture transformation. We also offer world-class workshops of Organization Navigation™ and Team Navigation™, please click here for more information. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ LEGO® SERIOUS PLAY® และ Strategic Alignment 1) LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วย Strategic Alignment ได้อย่างไร? LEGO® SERIOUS PLAY® ช่วยให้ผู้บริหาร ผู้จัดการ และทีมงานเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นโมเดลที่จับต้องได้ ทำให้ทุกคนเห็นความเข้าใจ ความกังวล บทบาท และข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนขึ้น กระบวนการนี้ช่วยสร้างความหมายร่วมและข้อตกลงร่วมในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 2) LSP แตกต่างจากการประชุมกลยุทธ์ทั่วไปอย่างไร? การประชุมกลยุทธ์ทั่วไปมักเน้นการนำเสนอและอภิปรายด้วยคำพูด แต่ LSP ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสร้างโมเดลเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก มุมมอง และสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ ทำให้การสนทนาลึกขึ้น เท่าเทียมขึ้น และเห็นภาพร่วมกันมากขึ้น 3) ทำไมองค์กรควรใช้ LSP กับ Strategic Alignment? เพราะ Strategic Alignment ไม่ได้เกิดจากการบอกว่ากลยุทธ์มีอะไรบ้างเท่านั้น แต่เกิดจากการทำให้คนเข้าใจ ตีความ และเชื่อมโยงบทบาทของตนเองกับกลยุทธ์ได้จริง LSP ช่วยให้กระบวนการนี้เป็นรูปธรรมและมีส่วนร่วมมากขึ้น 4) AcComm Group เหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้ LSP เรื่องใด? AcComm Group เหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้ LSP เพื่อวัตถุประสงค์ เช่น Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Alignment, Goal Setting, Goal Alignment, Cross-functional Collaboration, Culture Transformation และ Coaching Culture และยังมีอีกหลายสถานการณ์ ที่ออกแบบตามความต้องการขององค์กรได้ Facilitator สำหรับ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop ของเราคือ Official Certified LEGO® SERIOUS PLAY® METHOD ที่ถูกต้อง 5) AcComm Group ออกแบบ LSP Workshop อย่างไร? AcComm Group ออกแบบ LSP Workshop โดยเชื่อมโยงโจทย์ธุรกิจจริงขององค์กรเข้ากับกระบวนการสร้างโมเดล การเล่าเรื่อง การสะท้อนมุมมอง และการตกลงแนวทางปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงเข้าใจกลยุทธ์ แต่เห็นบทบาทของตนเองในการทำให้กลยุทธ์เกิดขึ้นจริง 6) LSP เหมาะกับผู้บริหารหรือพนักงานระดับใด? LSP สามารถออกแบบให้เหมาะกับหลายระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการ ทีมข้ามสายงาน ไปจนถึงพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ โดยจุดเน้นของกระบวนการ จะปรับตามระดับความรับผิดชอบ และโจทย์ขององค์กร 7) และถ้าต้องการกระบวนการออกแบบกลยุทธ์องค์กรหรือทีม และการวางแผนเพื่อบรรลุผลลัพธ์ตามกลยุทธ์ (Navigating Your Strategy และ Leading Strategy to Execution) AcComm Group มีกระบวนการหรือไม่ มีครบถ้วนทั้ง Organization Navigation™ และ Team Navitation™ ท่านสามารถดูข้อมูลได้ที่นี่ (คลิก) หรือติดต่อเราเพื่อสอบถามเพิ่มเติม LEGO® SERIOUS PLAY® จึงไม่ใช่แค่การใช้ตัวต่อเพื่อสร้างโมเดล แต่คือการใช้โมเดล เพื่อสร้างบทสนทนาที่องค์กรควรมี และสำหรับ AcComm Group นี่คือหัวใจของ Strategic Alignment การทำให้กลยุทธ์ไม่หยุดอยู่บนสไลด์ แต่กลายเป็นภาพร่วมบทสนทนาร่วม ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมในงานจริง เพราะบางครั้ง กลยุทธ์ไม่ได้ต้องการคำอธิบายที่ยาวขึ้น แต่ต้องการพื้นที่ ที่ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เรากำลังมองสิ่งเดียวกันหรือไม่ เรากำลังให้ความหมายกับมันเหมือนกันแค่ไหน และเราพร้อมจะขยับไปด้วยกันอย่างไร © Copyright - All rights reserved. AcComm Group ออกแบบและจัดเวิร์กช็อป LEGO® SERIOUS PLAY® หรือ LSP สำหรับองค์กรในประเทศไทยและเอเชีย โดยเน้น Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Culture Transformation และ Coaching Culture Development และปรับการออกแบบตามวัตถุประสงค์ขององค์กร กระบวนการของ AcComm Group ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนประเด็นซับซ้อน ให้กลายเป็นโมเดลที่มองเห็นได้ ความเข้าใจร่วม และการลงมือทำร่วมกัน #LEGOSeriousPlayประเทศไทย #LegoSeriousPlayFacilitator #แนะนำFa_LegoSeriousPlay #ThailandLegoSeriousPlay #LegoSeriousPlayWorkshopแนะนำ #ใครทำLegoSeriousPlayWorkshop FAQ 1: จะเลือก LEGO® SERIOUS PLAY® Facilitator ในประเทศไทยอย่างไร? ในการเลือก LEGO® SERIOUS PLAY® Facilitator ในประเทศไทย องค์กรควรพิจารณาประสบการณ์ของ Facilitator ในด้านการนำกระบวนการสำหรับองค์กร การพัฒนาภาวะผู้นำ ความเข้าใจทางธุรกิจ ความสามารถในการออกแบบเวิร์กช็อปให้เหมาะกับบริบทเฉพาะขององค์กร และความสามารถในการเชื่อมโยงกิจกรรม LSP เข้ากับผลลัพธ์จริงขององค์กร เช่น Strategic Alignment การทำงานร่วมกันของทีม และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร FAQ 2: บริษัทใดให้บริการ LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop ในประเทศไทย? AcComm Group ให้บริการออกแบบและจัด LEGO® SERIOUS PLAY® Workshop แบบปรับให้เหมาะกับบริบทขององค์กร ทั้งในประเทศไทยและเอเชีย โดยเวิร์กช็อปได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุน Strategic Alignment, Leadership Alignment, Team Collaboration, Cross-functional Collaboration, Culture Transformation และการพัฒนา Coaching Culture ในองค์กร
- The Energy Behind A Transformative Coaching Conversation
Some coaching conversations feel like fresh air. The client arrives with a messy mind, a heavy heart, or a problem that has been walking around in circles for weeks. Yet somehow, after the conversation, they leave feeling lighter, clearer, and more able to move forward. And then there are conversations where both coach and client feel as if they are slowly sinking into a sofa of confusion. Same method. Same coaching model. Same good intention. So what makes the difference? Often, it is "ENERGY". Not the loud, motivational-speaker kind of energy where everyone must clap, shout, and pretend Monday morning is exciting. I mean the quiet, human energy that says: “You are safe here.” “You can think here.” “You are not broken.” “There is still a way forward.” A coach does not need to perform positivity. But a coach can influence the emotional climate of the conversation. And that climate matters, because people rarely think well when they feel judged, rushed, fixed, or examined like a broken printer. They think better when they feel respected, seen, and invited. Positive energy in coaching is not fake cheerfulness. It does not mean smiling through everything or saying, “That’s wonderful!” when the client has just described a crisis. Positive energy is not about making everything sound good. It is about helping the client feel that the situation is workable. There is a big difference between “Don’t worry, everything will be fine” and “This is difficult, and we can explore it together.” The first may sound positive, but it can feel dismissive. The second carries grounded optimism. It acknowledges reality without surrendering to it. This energy begins before the coach asks any question. The client is already reading the coach’s facial expression, tone, pace, patience, silence, and curiosity. Even the coach’s eyebrows may be sending leadership signals. A rushed coach can make the client feel they need to think faster. A worried coach can make the issue feel heavier. A coach who looks too excited may make the client wonder if their life challenge is about to become a leadership framework. The job of the coach is not to ask a brilliant question. It is to be present enough to create safety. From there, the coach can influence the energy of the conversation in five simple ways. First, see the person, not just the problem. Before moving to goals or actions, acknowledge what the client is carrying. When people feel seen, they often become more open and reflective. Second, choose curiosity over diagnosis. The moment the coach becomes too certain, the conversation can shift from exploration to labeling. Curiosity creates space; diagnosis can close it too early. Third, slow down the rush to fix. Trying too hard to help can make the client feel pressured. Sometimes the most useful thing a coach can say is, “Let’s stay with that for a moment.” Fourth, help the client reconnect with strength. Instead of forcing confidence with “You can do it,” ask questions that help the client remember their own capacity, experience, and resources. Fifth, reflect language that keeps possibility alive. Rather than repeating “I’m terrible at this,” the coach might reflect, “This feels challenging right now.” The coach is not changing the truth, but widening the frame. Humor also has a place, as long as the coach does not become the entertainment. A little lightness can help the client breathe. If the client says, “I keep overthinking everything,” the coach might gently say, “Your mind seems to be working very hard. Possibly applying for overtime.” If the client smiles, the energy softens. Then the coach can go deeper: “What might your mind be trying to protect you from?” And then there is silence. Many coaches underestimate silence because it feels like nothing is happening. But in coaching, silence is often where the client’s inner world is rearranging the furniture. Warm silence tells the client, “You do not need to rush your thinking.” It gives the client room to notice, connect, and choose. Finally, a transformative coaching conversation ends with ownership. Not necessarily with a perfect action plan or a dramatic breakthrough. Sometimes ownership sounds like, “I understand myself better now,” “I see one small step,” or “I have more choice than I thought.” A coach can support this by asking, “What is clearer now?” “What choice do you want to make from here?” or “What do you want to remember from this conversation?” Positive energy is contagious. But so is anxiety. If the coach carries tension, urgency, judgment, or the need to prove value, the client may feel it. If the coach brings calm, curiosity, respect, and grounded optimism, the client may begin to borrow that energy until they can access their own. That is one of the quiet gifts of coaching. The coach does not give the client answers. The coach helps create the conditions where answers can emerge. The coach does not force positivity. The coach protects possibility. And sometimes, that is enough to change the whole conversation. A coach influences positive energy not by becoming louder, brighter, or more inspirational, but by being present enough to hold difficulty, curious enough to invite discovery, and grounded enough to help the client believe: “This may be hard, but I am not helpless.” That is a different kind of energy. Not noisy. Not fake. Not decorated with motivational glitter. Just deeply human. Article by Atchara Juicharern, Ph.D. (Cara) | CEO – AcComm Group | MCC ©AcComm Group
- Coaching Across Cultures
Coaching Across Cultures: Adapting Communication for Greater Impact Cross-cultural coaching is not about changing who we are as coaches. It is about expanding how we listen, connect, and serve. Communication in coaching is a unique kind of conversation. It requires more than asking good questions or listening well. It calls for flexibility, sensitivity, and the ability to adapt to different ways of thinking, working, and expressing meaning. Even when people come from the same culture, misunderstandings can still happen. When coaching someone from a different cultural background, the question becomes even more important: how can a coach adjust their communication so that the coaching conversation becomes more effective, respectful, and useful for the client? One of the most essential coaching competencies is the ability to build rapport and trust between coach and client. A practical way to do this is to learn how the client prefers to communicate and work. For example, some clients may prefer a direct, fact-based, and clear communication style. They may say what they think without much hesitation or indirectness. Other clients may place greater value on warmth, emotional consideration, and relational sensitivity. They may appreciate a coach who communicates with care and shows genuine interest in how they feel. Another simple but meaningful practice is to learn about important holidays and cultural occasions in the client’s country. This not only gives both parties something natural to talk about before moving into work-related matters, but also helps the coach plan more thoughtfully. For example, Japan has a series of national holidays known as Golden Week, commonly observed between April 29 and May 5. It is usually wise to avoid scheduling important coaching or work-related conversations too close to that period. Learning a few basic greetings in the client’s language can also create warmth and connection very quickly. At the same time, coaches should be careful not to generalize. Not everyone from the same country shares the same values, habits, or way of thinking. I have noticed that executives who have lived or worked in several countries often develop their own blend of cultural influences. Their communication style may be shaped not only by nationality, but also by education, career experience, personality, organization, and life journey. A useful approach is to observe the client with curiosity rather than assumption. In communication style, notice whether the client tends to communicate directly or indirectly, formally or informally, with emotional sensitivity or primarily through facts. In time orientation, observe whether the client treats time as limited, structured, and precise, or as more flexible and abundant. In goal orientation, consider whether the client tends to think more individually or collectively, and whether they focus more on the process or the outcome. In organizational style, notice whether the client is more comfortable with consistent rules applied across the organization, or with flexibility and decentralized decision-making based on the needs of each business unit. Also observe whether they are more energized by competition or collaboration. In thinking style, notice whether the client moves from the big picture to the details, or from details to the big picture. Also observe whether they prefer to analyze information by breaking it down, or synthesize information by connecting different parts together. Most importantly, trust is built when the coach and client create shared understanding from the beginning. Before going deeply into coaching topics, it is helpful to clarify the roles and responsibilities of both parties, as well as how the coaching process will work. Coaching is like taking a long journey together. Before the journey begins, both travelers should understand who is responsible for what, where they may stop along the way, and what they may need during the journey. When the client has this clarity, the coaching relationship becomes safer, more grounded, and more trusting. And when there is trust, the conversation can go deeper. The coach does not need to become an expert in every culture. But the coach does need to bring curiosity, respect, and the willingness to adapt. In cross-cultural coaching, this may be one of the most powerful ways to help another person feel seen, understood, and ready to grow. ©Copyright - All rights reserved. Atchara (Cara) is Founder and CEO of AcComm Group. She is a MCC and coach educator. She was named and awarded #1 Coach in Asia by Dr. Marshall Goldsmith—the world's most influential leadership thinker and executive coach. She has helped leading organizations in Thailand and other countries develop their leadership and innovative people development programs. She has also successfully coached leaders at all levels during their leadership transition and in terms of people management strategies. Atchara is a pioneer who creates and develops simplified coaching processes for leaders at all levels. These processes have helped executives and leaders integrate coaching into their daily leading and management activities. Her innovative model has truly enabled the agility and transformation needed by modern organizations. Thai Version: การโค้ชข้ามวัฒนธรรม: การปรับการสื่อสารเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การสื่อสารในการโค้ชเป็นการสนทนาที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เพียงการถามคำถามที่ดี หรือการฟังอย่างตั้งใจเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความยืดหยุ่น ความละเอียดอ่อน และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีสื่อความหมายที่แตกต่างกันของแต่ละคน แม้แต่คนที่มาจากวัฒนธรรมเดียวกัน ความเข้าใจผิดก็ยังเกิดขึ้นได้ เมื่อเราต้องโค้ชผู้ที่มาจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คำถามจึงยิ่งสำคัญขึ้นว่า โค้ชจะปรับการสื่อสารของตนเองอย่างไร เพื่อให้การสนทนาในการโค้ชมีประสิทธิผล ให้เกียรติ และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับการโค้ชมากที่สุด หนึ่งในสมรรถนะสำคัญของโค้ช คือความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพ และความไว้วางใจระหว่างโค้ชกับผู้รับการโค้ช วิธีหนึ่งที่ใช้ได้จริง คือการเรียนรู้ว่าผู้รับการโค้ชชอบสื่อสารและทำงานในรูปแบบใด ตัวอย่างเช่น ผู้รับการโค้ชบางคนอาจชอบการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ชัดเจน และอิงข้อเท็จจริง เขาอาจพูดสิ่งที่คิดโดยไม่ลังเลหรือไม่อ้อมค้อมมากนัก ขณะที่ผู้รับการโค้ชบางคนอาจให้ความสำคัญกับความอบอุ่น การคำนึงถึงความรู้สึก และความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์มากกว่า เขาอาจรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อโค้ชสื่อสารด้วยความใส่ใจ และแสดงความสนใจอย่างจริงใจต่อความรู้สึกของเขา อีกวิธีหนึ่งที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย คือการเรียนรู้เกี่ยวกับวันหยุดสำคัญ หรือโอกาสพิเศษทางวัฒนธรรมของประเทศผู้รับการโค้ช สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้มีเรื่องพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติก่อนเข้าสู่ประเด็นงาน แต่ยังช่วยให้โค้ชวางแผนได้อย่างรอบคอบขึ้นด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีช่วงวันหยุดยาวที่เรียกว่า Golden Week ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 5 พฤษภาคม จึงควรหลีกเลี่ยงการนัดหมายการโค้ช หรือการพูดคุยเรื่องงานที่สำคัญใกล้กับช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ การฝึกกล่าวคำทักทายง่าย ๆ ในภาษาของผู้รับการโค้ช ก็สามารถช่วยสร้างความอบอุ่นและความเชื่อมโยงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม โค้ชควรระมัดระวังไม่ด่วนเหมารวมว่า คนที่มาจากประเทศเดียวกันจะมีค่านิยม พฤติกรรม หรือวิธีคิดเหมือนกันทั้งหมด ดิฉันสังเกตว่า ผู้บริหารที่เคยใช้ชีวิตหรือทำงานในหลายประเทศ มักพัฒนาคุณลักษณะทางวัฒนธรรมในแบบเฉพาะของตนเอง สไตล์การสื่อสารของเขาอาจไม่ได้ถูกกำหนดจากสัญชาติเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ องค์กร และเส้นทางชีวิตของแต่ละคนด้วย แนวทางที่เป็นประโยชน์ คือการสังเกตผู้รับการโค้ชด้วยความอยากเข้าใจ มากกว่าด้วยการคาดเดา ในด้านสไตล์การสื่อสาร ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชมักสื่อสารแบบตรงไปตรงมาหรือแบบอ้อม เป็นทางการหรือเป็นกันเอง ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นเป็นหลัก หรือมุ่งเน้นข้อเท็จจริงเป็นหลัก ในด้านมุมมองต่อเวลา ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชมองเวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัด ต้องมีโครงสร้าง และต้องตรงเวลา หรือมองเวลาอย่างยืดหยุ่นและมีพื้นที่พอสมควร ในด้านเป้าหมาย ให้พิจารณาว่าผู้รับการโค้ชมักคิดในเชิงปัจเจกบุคคลหรือเชิงกลุ่ม และให้ความสำคัญกับกระบวนการหรือผลลัพธ์มากกว่า ในด้านรูปแบบการทำงานในองค์กร ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชคุ้นเคยกับกฎระเบียบที่ใช้ร่วมกันทั่วทั้งองค์กร หรือเปิดรับความยืดหยุ่นและการกระจายอำนาจในการตัดสินใจตามความต้องการของแต่ละหน่วยธุรกิจมากกว่า รวมถึงสังเกตว่าเขาได้รับพลังจากการแข่งขันหรือการร่วมมือมากกว่ากัน ในด้านรูปแบบการคิด ให้สังเกตว่าผู้รับการโค้ชมักเริ่มจากภาพใหญ่แล้วค่อยลงรายละเอียด หรือเริ่มจากรายละเอียดแล้วค่อยเชื่อมโยงไปสู่ภาพใหญ่ และชอบวิเคราะห์ข้อมูลโดยแยกส่วนประกอบต่าง ๆ ออกมา หรือชอบสังเคราะห์ข้อมูลโดยเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น เมื่อโค้ชและผู้รับการโค้ชสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ต้น ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นการโค้ชอย่างลึกซึ้ง ควรมีการพูดคุยให้ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย รวมถึงกระบวนการการโค้ชว่าจะดำเนินไปอย่างไร การโค้ชเปรียบเสมือนการเดินทางไกลร่วมกัน ก่อนออกเดินทาง ทั้งสองฝ่ายควรเข้าใจตรงกันว่าใครมีหน้าที่อะไร ระหว่างทางอาจหยุดพักหรือทบทวนกันตรงไหน และต้องเตรียมอะไรบ้างสำหรับการเดินทางครั้งนี้ เมื่อผู้รับการโค้ชมีความชัดเจน ความสัมพันธ์ในการโค้ชก็จะมีความปลอดภัย มั่นคง และน่าไว้วางใจมากขึ้น และเมื่อมีความไว้วางใจ การสนทนาก็จะลงลึกได้มากขึ้น โค้ชไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกวัฒนธรรม แต่โค้ชจำเป็นต้องมีความอยากเข้าใจ ความเคารพ และความเต็มใจที่จะปรับตัว ในการโค้ชข้ามวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงพลังที่สุด ที่ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาได้รับการมองเห็น ได้รับความเข้าใจ และพร้อมที่จะเติบโตมากขึ้น. โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ - ICF Master Certified Coach ******************************
- การเจรจาต่อรอง - รู้ทัน 10 มุก
เทคนิค: การเจรจาต่อรอง - รู้ทัน 10 มุก การเจรจาที่ดี ไม่ควรทิ้งทั้งจริยธรรมและความสัมพันธ์ การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดในโลกการทำงาน ตั้งแต่การคุยกับลูกค้า คู่ค้า เจ้านาย ทีมงาน ไปจนถึงการคุยเรื่องงบประมาณ เวลา ขอบเขตงาน และความคาดหวังที่แต่ละฝ่ายมีต่อกัน แต่การเจรจาที่ดี ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของการเอาชนะ การกดดัน หรือการทำให้อีกฝ่ายยอมรับข้อเสนอของเราให้ได้เท่านั้น การเจรจาที่ดีควรมี จริยธรรม มี ความเคารพ และใช้การสื่อสารที่ช่วยรักษา ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ด้วย เพราะในโลกความเป็นจริง หลายครั้งเราไม่ได้ต้องการชนะเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เราต้องการทำงานร่วมกันต่อ ต้องการรักษาความน่าเชื่อถือ และต้องการให้ข้อตกลงที่เกิดขึ้น เป็นข้อตกลงที่อีกฝ่ายยอมรับได้อย่างเต็มใจ ไม่ใช่ยอมเพราะถูกกดดันจนหมดทางเลือก อย่างไรก็ตาม เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการเจรจาจริง คนจำนวนไม่น้อยยังใช้ “มุก” หรือ “เกม” บางอย่าง เพื่อดึงอำนาจต่อรองมาไว้ในมือของตัวเอง บางมุกอาจเป็นเพียงชั้นเชิงตามธรรมชาติของการต่อรอง แต่บางมุกก็อาจทำให้เราหลุดจากหลัก เสียเปรียบ หรือเผลอตอบสนองไปตามแรงกดดันโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จึง ไม่ได้ตั้งใจชวนให้ท่านผู้อ่านนำมุกเหล่านี้ไปใช้เพื่อเอาเปรียบผู้อื่น แต่ตั้งใจชวนให้เรา รู้ทัน ว่าอีกฝ่ายอาจกำลังใช้กลยุทธ์อะไรอยู่ เข้าใจผลทางจิตวิทยาของมัน และมีแนวทางรับมืออย่างมีสติ และยังรักษาความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ เพราะการเจรจาที่มีคุณภาพ ไม่ได้วัดแค่ว่าใครได้มากกว่า แต่วัดด้วยว่า เราสามารถรักษาทั้ง มูลค่า จุดยืน และความเป็นมนุษย์ในความสัมพันธ์ ไว้ได้พร้อมกันหรือไม่ มาดูกันว่าสิบมุกนี้มีอะไรบ้าง การเจรจาต่อรอง - รู้ทัน 10 มุก 1) Highball / Lowball: เปิดสูงไว้ก่อน เปิดต่ำไว้ก่อน แล้วค่อยทำหน้าเหมือนยอม นี่คือมุกคลาสสิกตลอดกาล ถ้าเป็นฝั่งขายก็เปิดสูงแบบสูงจนคุณอยากถามว่าในราคานี้มีแถมเจ้าของบริษัทมาด้วยไหม ถ้าเป็นฝั่งซื้อก็เปิดต่ำจนคุณเริ่มสงสัยว่ากำลังคุยดีลหรือเล่นเกมทายราคาสินค้ากันแน่ เป้าหมายของมุกนี้ ไม่ใช่แค่หวังว่าจะฟลุ๊กได้ตามตัวเลขนั้นจริง ๆ แต่คือการตั้งต้นให้กรอบการเจรจาเลื่อนไปทางตัวเอง เพราะตัวเลขแรกที่ถูกพูดออกมา มักมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของอีกฝ่ายมากกว่าที่เราคิด ข้อดี: ช่วยคุมเฟรมการเจรจาตั้งแต่ต้น เปิดพื้นที่ให้ตัวเองมีที่ถอย และใช้ทดสอบได้ว่าอีกฝ่ายรู้ตลาดแค่ไหน ข้อเสีย: ถ้าหลุดโลกเกินไป จะดูไม่จริงใจ ทำลายความไว้ใจได้เร็ว และอีกฝ่ายอาจไม่อยากคุยต่อ วิธีรับมือ: อย่ารีบตกใจ และอย่ารีบโต้จากตัวเลขนั้นทันที เพราะยิ่งคุณโต้จากตัวเลขของเขาเร็วเท่าไร คุณก็ยิ่งยอมให้เขาคุมสนามเร็วเท่านั้น ให้กลับมาที่ข้อมูลจริง แล้วตั้งกรอบใหม่อย่างสุภาพแต่ชัดเจน เช่น “ตัวเลขนี้ค่อนข้างห่างจากระดับที่เป็นจริงพอสมควรค่ะ ถ้าอิงจากขอบเขตงาน คุณภาพ และมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ช่วงที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ...” หัวใจสำคัญ: อย่าไปเถียงว่าเขาเว่อร์ แต่ทำให้ตัวเลขของเขาไม่ใช่ศูนย์กลางของห้องแทน 2) Extreme Anchor: ปักหมุดแรงไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ทั้งห้องค่อย ๆ ขยับตาม ถ้า Highball / Lowball คือการเปิดสูงหรือเปิดต่ำ มุกที่สองนี้ คือการ “ปักหมุดทางจิตวิทยา” ตั้งแต่ต้น ต่อให้ตัวเลขนั้นไม่ได้ตั้งใจจะเอาจริงทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันช่วยทำให้ทุกอย่างหลังจากนั้นดูเบาลง บางคนไม่ได้หวังจะได้ตามนั้นจริงด้วยซ้ำ เขาแค่หวังว่า เมื่อเริ่มจาก 100 ต่อให้จบที่ 75 ทุกคนก็จะรู้สึกว่า “ลดมาเยอะแล้วนะ” ข้อดี: มีอิทธิพลต่อความคิดของอีกฝ่ายสูง ทำให้การถอยครั้งถัดมาดูมีน้ำใจ และใช้ได้ผลมากกับคนที่ไม่ได้เตรียมตัว ข้อเสีย: ถ้าขาดเหตุผลรองรับ จะดูเหมือนกำลังแสดง คนที่มีประสบการณ์จะเห็นเกมเร็ว และความน่าเชื่อถืออาจหายไปทั้งก้อน วิธีรับมือ: อย่าเผลอรับตัวเลขแรกเข้าหัวใจ รับเข้าหูพอค่ะ จากนั้นค่อย re-anchor ด้วยข้อมูล ขอบเขต มูลค่า หรือเกณฑ์ที่เป็นกลาง เช่น “เข้าใจว่าเป็นจุดเปิดต้นนะคะ แต่เพื่อให้คุยกันบนฐานที่ไปต่อได้จริง ดิฉันขอกลับมาดูกรอบที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากกว่าค่ะ” 3) Good Cop / Bad Cop: คนหนึ่งดุจนคุณอยากกลับบ้าน อีกคนใจดีจนคุณเกือบยอมทุกอย่าง มุกนี้คลาสสิกมากจนบางทีเหมือนหลุดมาจากซีรีส์ แต่ในชีวิตจริงก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาอีกฝ่ายมาหลายคน คนหนึ่งรับบทสายโหด จริงจัง จี้หนัก ทำให้บรรยากาศตึง ส่วนอีกคนรับบทสายละมุน ดูเข้าใจคุณกว่า คุยง่ายกว่า เหมือนอยากช่วยให้เรื่องจบสวย จุดประสงค์ไม่ใช่แค่ให้คุณกลัวคนแรก แต่เพื่อให้คุณรู้สึกผูกพันกับคนที่สอง แล้วเผลอผ่อนเกมลงเอง ข้อดี: สร้างแรงกดดันทางอารมณ์ได้ดี ทำให้ข้อเสนอจากคนที่ดูใจดีน่ารับขึ้น และใช้บีบให้เกิดการยอมแบบไม่รู้ตัวได้ ข้อเสีย: ดูออกง่ายในยุคนี้ ถ้าทำเกินไปจะดูเหมือนเล่นละคร และทำลายความน่าเชื่อถือได้เร็ว วิธีรับมือ: ให้จำไว้ว่า ไม่ว่าจะ good cop หรือ bad cop เขาก็อยู่ทีมเดียวกัน ไม่ใช่ละครรักสามเศร้า อย่าไปเจรจากับบุคลิก ให้เจรจากับสาระ เช่น “ขอบคุณทั้งสองมุมมองนะคะ ดิฉันคิดว่าเราลองกลับมาดูเงื่อนไขที่ทำให้ข้อตกลงนี้สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายดีกว่า” 4) The Nibble: คุยกันแทบจบแล้ว ขอเพิ่มอีกนิดเดียวเองค่ะ อันนี้อันตรายเพราะฟังดูน่ารัก คำว่า “นิดเดียว” ในการเจรจา บางทีไม่ได้นิดเลย หลังจากตกลงกันเกือบหมดแล้ว อีกฝ่ายอาจขอเพิ่ม เช่น ขอจำนวนคนเพิ่มอีกหน่อย ขอรีวิวเพิ่มอีกหนึ่งรอบ ขออุปกรณ์เสริมแถมให้ หรือขอเครดิตเทอมเพิ่มอีกนิด ปัญหาคือ ตอนนั้นเรามักเหนื่อยแล้ว และอยากปิดดีล จึงมีแนวโน้มตอบว่า “โอเคค่ะ ไม่เป็นไร” ทั้งที่จริงมันเป็นไรอยู่พอสมควร ข้อดี: ได้ของเพิ่มในจังหวะที่อีกฝ่ายอยากจบ ดูเป็นคำขอเล็ก ๆ จนยากจะปฏิเสธ และใช้เพิ่มมูลค่าได้ดีมาก ข้อเสีย: ถ้าใช้บ่อยจะดูฉวยโอกาส ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่แฟร์ และคำขอเล็ก ๆ หลายครั้งรวมกันเป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ วิธีรับมือ: กฎสำคัญคือ อย่าให้ฟรีในตอนใกล้เส้นชัย คุณไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทุกอย่าง แต่ควรเชื่อมทุกการเพิ่มเข้ากับการแลกเปลี่ยน เช่น“ได้ค่ะ ถ้าเพิ่มส่วนนี้ เราอาจต้องปรับ timeline / scope / fee ให้สมดุลกันอีกนิดนะคะ” บางครั้ง คนที่เสียเปรียบไม่ใช่คนใจดี แต่คือคนที่ใจดีแบบไม่ได้เตรียมรับมือกับมุกเหล่านี้ 5) Splitting the Difference: งั้นเจอกันครึ่งทางไหม ฟังดูแฟร์…แต่บางทีก็ไม่ “เจอกันตรงกลาง” เป็นประโยคที่ฟังแล้วรู้สึกเท่มาก ดูโต ดูเป็นผู้ใหญ่ และดูเหมือนทุกคนจะ win-win แต่ความจริงคือ ตรงกลางไม่ได้แปลว่ายุติธรรมเสมอไป โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายเริ่มจากจุดที่ไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่แรก ถ้าเขาเปิด 100 แบบเว่อร์ ๆ แล้วคุณเปิด 40 แบบจริงจัง การจบที่ 70 ไม่ได้แปลว่าแฟร์ แปลแค่ว่าเขาเปิดเก่ง ข้อดี: ช่วยให้ดีลเดินต่อเร็ว ลดแรงเสียดทาน และทำให้บรรยากาศดูร่วมมือ ข้อเสีย: อาจทำให้ข้อเสนอสุดโต่งได้ประโยชน์ ทำให้เราสับสนระหว่าง “กลาง” กับ “เหมาะสม” และใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าหลักฐานได้ง่าย วิธีรับมือ: คุณไม่ต้องปฏิเสธทางสายกลาง แต่ต้องทำให้ชัดว่าเราสนใจจุดกึ่งกลางที่ยุติธรรม ไม่ใช่แค่เอาตัวเลขสองฝั่งมาหารสอง เช่น “ดิฉันเปิดรับทางประนีประนอมค่ะ แต่ขอให้เป็นจุดที่อิงกับมูลค่าจริง ไม่ใช่เพียงเอาตัวเลขสองฝั่งมาหารสอง” 6) Take It or Leave It: เอาไหม ถ้าไม่เอาก็จบกันตรงนี้ นี่คือมุกที่ใช้เร่งให้คุณตัดสินใจ และมักมาในน้ำเสียงที่ดู final มาก เช่น“นี่คือข้อเสนอสุดท้าย” “ราคานี้เท่านั้น” “ถ้าตัดสินใจไม่ได้วันนี้ เราคงไปต่อไม่ได้” บางครั้งเป็นเรื่องจริง แต่หลายครั้งก็เป็นการทดสอบว่าคุณจะยอมเร็วแค่ไหน ข้อดี: เร่งการตัดสินใจ ลดการยืดเยื้อ และมีประโยชน์ถ้าข้อจำกัดมีจริง ข้อเสีย: เสี่ยงตัดบทความสัมพันธ์ ถ้า bluff แล้วถูกจับได้ เครดิตหาย และอาจทำให้อีกฝ่ายเดินออกจริง วิธีรับมือ: อย่าเพิ่งเชื่อคำว่า “สุดท้าย” โดยอัตโนมัติ ให้ลองแยกดูว่าอะไรคือส่วนที่สุดท้ายจริง และอะไรยังพอปรับได้ เช่น“ถ้าตัวเลขนี้ขยับไม่ได้จริง เรายังพอคุยในเรื่องเงื่อนไขอื่น เช่น ระยะเวลา ขอบเขต หรือรูปแบบการส่งมอบได้ไหมคะ” บางครั้งสิ่งที่ fixed ไม่ใช่ทั้งดีล แค่เป็นจุดที่เขาเลือกทำให้ดู fixed 7) Limited Authority: ขอไปถามผู้ใหญ่ก่อนนะคะ ฟังดูสุภาพมาก และอาจจริงด้วย แต่อย่าลืมว่ามุกนี้ก็ใช้กันแพร่หลาย เพราะมันช่วยให้คนเจรจาไม่ต้องตอบตกลงหรือปฏิเสธเร็วเกินไป อีกฝ่ายอาจบอกว่าต้องขออนุมัติจากหัวหน้า ฝ่ายการเงินยังไม่โอเค ต้องเอาเข้าคณะกรรมการ หรือผมตัดสินใจเองไม่ได้ ทั้งหมดนี้อาจจริง หรืออาจเป็นวิธีซื้อเวลาและกันแรงกดดันก็ได้ ข้อดี: ช่วยถ่วงเวลา ลดแรงกดดันในการตอบทันที และเปิดทางให้กลับมาปรับข้อเสนอภายหลัง ข้อเสีย: ทำให้การเจรจาช้า ถ้าใช้พร่ำเพรื่อจะดูไม่โปร่งใส และทำให้อีกฝ่ายไม่รู้ว่าควรคุยกับใครกันแน่ วิธีรับมือ: อย่าถามแค่ว่าใครอนุมัติ ให้ถามด้วยว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรอนุมัติ เช่น“เข้าใจค่ะ แล้วโดยปกติผู้อนุมัติจะพิจารณาจากปัจจัยไหนเป็นหลัก เพื่อที่เราจะได้ออกแบบข้อเสนอให้ตอบโจทย์ตั้งแต่ต้น” คำถามนี้ ช่วยให้เปลี่ยนจากการรอ เป็นการเดินต่ออย่างฉลาดและรอบคอบขึ้น 8) Deadline Pressure: ต้องตอบวันนี้นะคะ ไม่งั้นหมดสิทธิ์ ความเร่งด่วนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเจรจา เพราะเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าเวลาหมด สมองจะมีแนวโน้มไปโหมดเอาตัวรอด ไม่ใช่โหมดคิดอย่างมีคุณภาพ และเมื่อสมองเข้าสู่โหมดนั้น เรามักยอมเร็วขึ้น ตรวจน้อยลง และคิดว่าการตอบตกลงเร็วคือทางออกของความอึดอัด ข้อดี: เร่งการตัดสินใจได้ดีมาก ลดการลังเล และทำให้ดีลคืบหน้าเร็ว ข้อเสีย: คนอาจตัดสินใจพลาด ถ้า deadline ไม่จริง ความเชื่อถือจะเสีย และสร้างแรงต้านได้ถ้ากดเกินไป วิธีรับมือ: อย่ารีบตอบเพื่อกำจัดความกดดัน ให้ตอบเพื่อรักษาคุณภาพการตัดสินใจ เช่น “เข้าใจว่าเวลาสำคัญนะคะ ดิฉันขอเวลาทบทวนเงื่อนไขให้รอบคอบ และจะตอบกลับภายใน...” คนที่ดูนิ่งเวลาถูกกดด้วยเวลา มักเป็นคนที่อีกฝ่ายเริ่มเกรงใจโดยอัตโนมัติ 9) Flinch: ทำหน้าตกใจเข้าไว้ เผื่ออีกฝ่ายลดเอง อันนี้เบสิค แต่ยังใช้ได้เสมอ เพราะคนจำนวนมากไม่ชอบทำให้อีกฝ่ายรู้สึกช็อก ดังนั้นเมื่อคุณเสนอราคา อีกฝ่ายอาจทำหน้าอึ้ง เงียบ พูดว่า “โอ้โห” หรือถอนหายใจเบา ๆ ราวกับเพิ่งรู้ว่าชีวิตไม่ง่าย เป้าหมายคือทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเสนอแรงไป แล้วรีบถอยเอง ข้อดี: เรียบง่ายและใช้ได้ผลเร็ว สร้างแรงกดดันทางอารมณ์ และทำให้อีกฝ่ายเสียความมั่นใจได้ ข้อเสีย: ถ้าชัดเกินไปจะดูเหมือนกำลังละคร คนมีประสบการณ์จะไม่สะเทือนมาก และถ้าไม่มีข้อมูลรองรับจะดูเบา วิธีรับมือ: อย่ารีบลดเพียงเพราะเขาแสดงสีหน้า ให้ถามกลับอย่างนิ่ง ๆ ว่า “ดูเหมือนตัวเลขนี้จะทำให้คุณกังวล ช่วยเล่าได้ไหมคะว่าส่วนไหนที่รู้สึกว่าไม่สอดคล้อง” คุณกำลังพาเขาออกจากการแสดง กลับเข้าสู่เหตุผล 10) Silence: ใช้ความเงียบกดดัน เพราะหลายคนแพ้ความเงียบก่อนแพ้เหตุผล ความเงียบเป็นเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก หลังจากคุณพูดข้อเสนอออกไป อีกฝ่ายอาจไม่พูดอะไรเลย ปล่อยให้คุณนั่งกับความอึดอัด แล้วหวังว่าคุณจะเริ่มอธิบายเพิ่ม ลดเพิ่ม หรือเสนอเงื่อนไขใหม่เอง หลายคนไม่ได้แพ้การเจรจา แต่แพ้เพราะต้องการเติมประโยคในความเงียบ ข้อดี: ทำให้อีกฝ่ายพูดมากเกินจำเป็น เปิดทางให้อีกฝ่ายยอมเอง และไม่ต้องพูดอะไรก็สร้างแรงกดดันได้ ข้อเสีย: ใช้ไม่ได้กับทุกคน ถ้าทำพร่ำเพรื่อจะดูเป็นเกม และบรรยากาศอาจอึดอัดเกินเหตุ วิธีรับมือ: ฝึกทนความเงียบให้ได้ เพราะบางครั้งการไม่รีบพูด คือการต่อรองที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าจะพูด ให้พูดสั้นและคุมทิศทาง เช่น “มีส่วนไหนที่อยากให้ขยายเพิ่มไหมคะ” วิธีรับมือ 10 มุกนี้แบบไม่เสียตัวตน แม้ทั้ง 10 มุก จะหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่เป้าหมายคล้ายกันมาก คือทำให้คุณรีบ กลัว รู้สึกผิด อยากสร้างบรรยากาศให้รอด หรือยอมๆไปเถอะ เพื่อลดความอึดอัด เพราะฉะนั้น วิธีรับมือที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การสวนกลับให้เสียความรู้สึกเสมอไป แต่คือการมีสติที่มั่นคงพอจะไม่หลุดง่าย แนวทางคือ: เมื่อสังเกตได้ว่า เกมตอนนี้ เขากำลังทำอะไรอยู่ อย่ารีบ ไม่จำเป็นต้องตอบทันที เพียงเพราะอีกฝ่ายอยากให้ตอบ กลับมาที่ข้อเท็จจริงข้อมูล มาตรฐาน ขอบเขต มูลค่า และทางเลือก ทุกการยอม ควรมีการแลก อย่าปล่อยให้การถอย (Concession) หลุดออกจากมือแบบฟรี ๆ ถ้าคุณกำลังเจรจาต่อรอง รักษาความนิ่ง เพราะความนิ่งในการเจรจา ไม่ได้แปลว่าอ่อนหัด แต่มักแปลว่าคุณสุขุม บทสรุป ต่อรองให้เป็น โดยไม่ต้องกลายเป็นคนที่เราไม่ชอบ การเจรจาที่ดี ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ ไม่จำเป็นต้องกดอีกฝ่าย และไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง จนอีกฝ่ายมึน แต่มันต้องการอย่างหนึ่งมาก ๆ คือความสามารถในการไม่เสียศูนย์ เมื่ออีกฝ่ายพยายามดึงคุณออกจากสมดุล ในโลกการทำงานจริง เราไม่ได้ต้องการชนะทุกครั้ง แต่เราต้องการไม่เสียมูลค่าโดยไม่รู้ตัว ไม่ยอมเพราะเกรงใจเกินเหตุ ไม่รีบเพราะถูกกดดันด้วยเวลา และไม่หลงคิดว่า บรรยากาศดี เท่ากับดีลดีเสมอไป บางครั้งการเจรจาไม่ได้พังเพราะข้อเสนอไม่ดี แต่มันพังเพราะคนหนึ่งอ่านเกมไม่ออก และอีกคนอ่านออกหมดแล้ว ดังนั้น ยิ่งคุณเข้าใจมุกเหล่านี้มากขึ้น คุณก็ยิ่งไม่ต้องกลัวการต่อรอง เพราะเมื่อเราเห็นมุก เราจะไม่ตกมุกง่าย ๆ และนั่นอาจเป็นนิยามของนักเจรจามืออาชีพที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า แต่คือคนที่รักษาทั้งมูลค่า จุดยืน และความสัมพันธ์ได้พร้อมกัน ©Copyright - All rights reserved. สนใจอบรมทักษะการเจรจาต่อรอง (Effective Negotiation) ติดต่อแอคคอมกรุ๊ป โทร 02 197 4588-9 Email: info@aclc-asia.com #อบรมการเจรจาและต่อรอง #อบรมEffectiveNegotiation
- ผู้นำในยุค AI: ทำไม Human-Centric Leadership จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
ผู้นำในยุค AI: ทำไม Human-Centric Leadership จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีเร่งทุกอย่าง องค์กรยิ่งต้องออกแบบเงื่อนไข ที่ทำให้คนยังคิด เรียนรู้ และเติบโตได้จริง องค์กรจำนวนมากกำลังเร่งใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity แต่สิ่งที่เรายังถามกันน้อยเกินไปคือ เมื่อทุกอย่างเร็วขึ้น ผู้นำจะทำอย่างไรไม่ให้ “คุณภาพของความเป็นมนุษย์” ค่อยๆ หายไปจากระบบ ทุกวันนี้องค์กรจำนวนมาก กำลังนำ AI เข้ามาใช้ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ดีมาก เร็วขึ้น คุ้มขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และตอบโจทย์ Productivity ได้ชัดขึ้น ฟังดูไม่มีอะไรผิดเลย แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ทั้งหมดนี้ทำให้องค์กร คิดดีขึ้น ด้วยหรือไม่ หรือเราอาจกำลังอยู่ในยุคที่คำตอบมาเร็วขึ้น แต่คุณภาพของการคิดไม่ได้โตขึ้นตาม ดิฉันเชื่อว่า นี่คือเหตุผลที่ Human-Centric Leadership ไม่ใช่เรื่องเสริม ไม่ใช่เรื่องสวยงาม และไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ไม่ใช่เพราะโลกต้องการความอ่อนโยนมากขึ้นอย่างเดียว แต่เพราะเมื่อเทคโนโลยีเร่งทุกอย่าง ผู้นำยิ่งต้องเข้าใจว่า อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ยังคิดได้ดี เรียนรู้ได้จริง และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะ AI อาจช่วยให้ข้อมูลมาเร็วขึ้น ช่วยให้การวิเคราะห์เร็วขึ้นช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนจะใช้วิจารณญาณดีขึ้นโดยอัตโนมัติ ทีมจะไว้ใจกันมากขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือองค์กรจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ พูดอีกแบบคือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้การันตีคุณภาพของการเติบโต Human-Centric Leadership ไม่ใช่เรื่อง Soft แต่มันคือเรื่อง Strategic มาก หลายคนได้ยินคำว่า human-centric แล้วอาจเผลอคิดว่าเป็นเรื่องของความใจดี เรื่องของการดูแลคน หรือเรื่องของการทำให้องค์กรนุ่มนวลขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ในยุค AI คำว่า human-centric ไม่ได้แปลว่า performance สำคัญน้อยลงแต่มันแปลว่า เราต้องออกแบบ performance ใหม่ เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ทำให้องค์กรแตกต่างกันจริงๆ อาจไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่อยู่ที่ว่าองค์กรไหน ยังรักษา และยกระดับความสามารถของมนุษย์ได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็น.... การคิดอย่างมีคุณภาพ การใช้วิจารณญาณ การตั้งคำถามที่ดี ความกล้าพูดความจริง การเรียนรู้ร่วมกัน และการเติบโตโดยไม่สูญเสียตัวเองระหว่างทาง ดังนั้น Human-Centric Leadership ไม่ใช่การลดมาตรฐานของ Performance แต่มันคือการออกแบบ Performance ใหม่ โดยยึดความสามารถของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และในความเห็นของดิฉัน นี่ไม่ใช่เรื่อง “น่าทำ” อย่างเดียว แต่มันคือเรื่องที่ จำเป็นต้องทำ ถ้าองค์กรอยากเติบโตอย่างมีคุณภาพในยุค AI ปัญหาไม่ใช่ AI ปัญหาคือกรอบคิดที่เราใช้กับ AI สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การที่องค์กรใช้ AI แต่คือการที่หลายองค์กรใช้ AI ภายใต้ mindset เดิม คือมองว่าเทคโนโลยีมีไว้เพื่อ เร่ง output ลดเวลา ลดต้นทุน ลดคน และทำให้ทุกอย่างวัดได้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ไม่ผิด แต่ถ้านี่คือกรอบเดียวที่ใช้ องค์กรอาจกำลังได้บางอย่าง พร้อมกับเสียบางอย่างไปโดยไม่รู้ตัว นั่นหมายความว่า หากองค์กรเร่งใช้ AI โดยไม่ออกแบบเรื่อง trust, learning, work design และ human sustainability ไปพร้อมกัน องค์กรอาจได้ efficiency ระยะสั้น แต่กำลังบั่นทอนเงื่อนไขที่ทำให้คนคิด เรียนรู้ และเติบโตได้ดีในระยะยาว อาจได้ speed แต่เสียคุณภาพของการเรียนรู้ อาจได้คำตอบเร็วขึ้น แต่เสียความสามารถในการตั้งคำถามที่ดี อาจได้ประสิทธิภาพ แต่เสีย trust แบบเงียบๆ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหลายองค์กรไม่ได้ขาด talent ไม่ได้ขาด data และไม่ได้ขาด tools สิ่งที่ขาดจริงๆ คือ พื้นที่ให้คิด จังหวะให้เรียนรู้ ความปลอดภัยทางจิตใจ ความเชื่อใจ และระบบที่ทำให้การเติบโตเกิดขึ้นในงานจริง AI อาจเพิ่ม productivity ได้ แต่ถ้าออกแบบผิด มันอาจลดคุณภาพของการคิดโดยไม่รู้ตัว ถ้าระบบไม่ดีพอ คนจะเริ่ม “ทำงานเร็วขึ้น” แต่ “คิดน้อยลง” นี่คือความเสี่ยงที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากพอ เมื่อองค์กรเร่งทุกอย่าง ประชุมต้องเร็ว ตอบต้องเร็ว ตัดสินใจต้องเร็ว ส่งงานต้องเร็ว คนจะค่อยๆ เข้าสู่โหมด reaction โดยไม่รู้ตัว คือทำงานได้ ตอบได้ ส่งได้ แต่ไม่ได้หยุดคิดจริงๆ และถ้าองค์กรไม่ออกแบบพื้นที่ให้ pause ไม่ออกแบบวัฒนธรรมให้ตั้งคำถาม ไม่ออกแบบระบบให้คนเรียนรู้จากงาน คนก็จะเริ่มพึ่งพาคำตอบมากกว่าพัฒนาคุณภาพของการคิด นี่คือจุดที่ AI กลายเป็นทั้ง “ตัวช่วย” และ “ตัวทดสอบ” มันช่วยได้มาก แต่ก็เปิดโปงด้วยว่า ระบบของเราดีพอไหม คนของเราคิดเป็นไหม ทีมของเราไว้ใจกันพอไหม และผู้นำของเราสร้างเงื่อนไขให้คนเติบโตจริงหรือเปล่า ดิฉันมองว่า Human-Centric Leadership ต้องมีอย่างน้อย 3 ชั้น เพื่อไม่ให้คำว่า human-centric กลายเป็นแค่คำสวยๆ ดิฉันคิดว่าองค์กรควรจะออกแบบอย่างน้อย 3 ชั้นนี้ ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน 1) Psychological Safety ถ้าคนไม่รู้สึกปลอดภัย เขาจะไม่กล้าคิดต่าง เขาจะไม่กล้าพูดว่า “ฉันยังไม่แน่ใจ” “ข้อมูลนี้ยังไม่พอ” “คำตอบจาก AI อาจยังไม่ใช่” “ฉันเห็นความเสี่ยงบางอย่าง” องค์กรที่เร่งใช้ AI แต่ไม่สร้าง psychological safety อาจได้ความเร็วเพิ่มขึ้น แต่สูญเสียความจริงในห้องประชุม และเมื่อความจริงไม่ถูกพูดออกมา การตัดสินใจก็ยากจะดีได้จริง เมื่อคนไม่ปลอดภัยพอ เขาจะไม่ได้หยุดคิด เขาจะเริ่มป้องกันตัว 2) Trust ชั้นที่สองคือ trust ถ้าไม่มี trust คนจะไม่ร่วมคิดกันจริง ไม่ร่วมเรียนรู้กันจริง และไม่กล้าทดลองสิ่งใหม่จริง ในบางองค์กร คนไม่ได้ต่อต้าน AI เพราะไม่อยากพัฒนา แต่เพราะไม่แน่ใจว่า AI กำลังถูกใช้เพื่อช่วยเขา หรือค่อยๆ ลดคุณค่าของเขาในระบบ ผู้นำในแบบ Human-centric จึงเน้นทำให้คนรู้สึกว่า เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนความเป็นมนุษย์ แต่เข้ามาเพื่อช่วยให้มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น เติบโตได้ดีขึ้น และมีคุณค่ามากขึ้น ถ้าคนไม่เชื่อว่า องค์กรใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นธรรม เขาอาจจะไม่ทุ่มพลังใจให้กับการเปลี่ยนแปลงนั้นจริงๆ 3) Growth Infrastructure ชั้นที่สามคือ ระบบของการเติบโต ต่อให้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้น และเชื่อใจกันมากขึ้น แต่ถ้าองค์กรไม่มีระบบที่ทำให้การคิด การสะท้อน และการเรียนรู้เกิดขึ้นจริง คนก็ยังอาจทำงานแบบ autopilot อยู่ดี องค์กรจึงต้องออกแบบให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้น เช่น การตั้งคำถามที่ดีในที่ประชุม feedback ที่ช่วยให้คิดต่อ ไม่ใช่แค่บอกผิด การทบทวนบทเรียนหลังงาน check-in สั้นๆ ที่ทำให้คนได้คิด ไม่ใช่แค่รายงาน การ pause ก่อนรีบตอบหรือรีบตัดสินใจ เพราะสุดท้ายแล้ว คนไม่ได้เติบโตเพราะองค์กรมีเจตนาดี แต่เติบโตเพราะองค์กรมีระบบ ที่เอื้อให้การเติบโตเกิดขึ้นได้จริง หากมองข้าม Human-centric Leadership อาจนำไปสู่การเดินเกมพลาด ในยุค AI ไม่ใช่เพราะองค์กรใช้เทคโนโลยีผิด แต่เพราะองค์กรไม่ได้ออกแบบระบบให้มนุษย์เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี คำถามสำคัญของยุค AI จึงอาจไม่ใช่เพียง " เราจะใช้ AI อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์มากขึ้น" แต่คือ " เราจะออกแบบองค์กรอย่างไร ให้คนยังคิดได้ดีขึ้น เรียนรู้ได้จริงขึ้น และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นไปพร้อมกับ AI" นี่คือความหมายของ Human-Centric Leadership ในแบบที่ดิฉันเชื่อ มันไม่ใช่การย้อนกลับไปปกป้องมนุษย์จากเทคโนโลยี แต่มันคือการออกแบบระบบที่ทำให้เทคโนโลยีและมนุษย์ยกระดับกันและกัน และถ้าองค์กรทำสิ่งนี้ไม่ได้ องค์กรอาจเร็วขึ้นจริง แต่ไม่ได้ฉลาดขึ้น ไม่ได้ลึกขึ้น และไม่ได้เติบโตอย่างยั่งยืนขึ้น ในโลกที่ AI ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น บทบาทใหม่ของผู้นำ อาจไม่ใช่การเร่งให้คนทำงานมากขึ้นอย่างเดียว แต่คือการปกป้อง และออกแบบเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ยังคิดได้ดี เชื่อใจกันได้ และเติบโตได้จริง Author bio ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ, Ph.D., MCC เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ AcComm Group ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างวัฒนธรรมการโค้ช และการพัฒนาองค์กรในยุค AI มีประสบการณ์ทำงานกับผู้นำและองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมสี่ทวีป ตลอดเวลากว่า 20 ปี เป็นโค้ชคนไทยที่ได้รับการจัดอันดับในกลุ่ม Top 50 Coaches โดย Thinkers50 และ Coaching.com ผลงานของเธอ มุ่งเน้นการทำให้การพัฒนาคนเกิดขึ้นได้จริงในงาน และเชื่อมโยงกับการเติบโตขององค์กรอย่างมีประสิทธิผล และมีความหมาย FAQ 1) Human-Centric Leadership ในยุค AI แตกต่างจากการเป็นผู้นำแบบ “ใส่ใจคน” ทั่วไปอย่างไร? Human-Centric Leadership ไม่ได้หมายถึงการใจดีขึ้น หรือให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการออกแบบงาน การสื่อสาร และสภาพแวดล้อมการทำงาน ให้ผู้คนยังสามารถคิด ใช้วิจารณญาณ เรียนรู้ และเติบโตได้จริง แม้ในวันที่เทคโนโลยีเร่งทุกอย่างให้เร็วขึ้น ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่อง soft แต่เป็นเรื่องของการออกแบบ performance ใหม่ โดยยึดความสามารถของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง 2) ถ้าองค์กรเริ่มใช้ AI ไปมากแล้ว ผู้นำควรเริ่มต้นสร้าง Human-Centric Leadership จากตรงไหน? จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ควรเริ่มจาก 3 เรื่องสำคัญ คือ (1) Psychological Safety ทำให้คนกล้าพูด กล้าถาม และกล้าทักเมื่อเห็นความเสี่ยง (2) Trust ทำให้คนเชื่อว่าเทคโนโลยีถูกใช้ เพื่อยกระดับการทำงาน ไม่ใช่ลดคุณค่าของมนุษย์ (3) Growth Infrastructure สร้างระบบของการตั้งคำถาม การสะท้อนคิด การ feedback และการเรียนรู้จากงานจริงให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรจะไม่กลายเป็น human-centric ได้จาก mindset อย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากระบบที่เอื้อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงในงานประจำวัน ©Copyright - All rights reserved. #HumanCentricLeadership ผู้นำในยุค AI: ทำไม Human-Centric Leadership จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป












