สมรรถนะของโค้ชมืออาชีพตามมาตรฐาน ICF (Coaching Competency)
- Atchara Juicharern, Ph.D.

- 5 hours ago
- 2 min read

วงการโค้ชมืออาชีพและการเติบโตของ ICF
วงการโค้ชมืออาชีพเติบโตอย่างต่อเนื่องและน่าสนใจ ทั้งในระดับนานาชาติและในประเทศไทย หนึ่งในองค์กรหลักที่สะท้อนการเติบโตของวิชาชีพนี้อย่างชัดเจน คือ International Coach Federation (ICF)
เมื่อเริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ. 1995 ICF มีสมาชิกเพียง 70 คน แต่ปัจจุบัน ICF มีโค้ชที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (Credential-Holders) อยู่ประมาณ 55,000–60,000 คนทั่วโลก (ตัวเลขโดยประมาณในปี พ.ศ. 2568) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีโค้ชใหม่เข้ารับการรับรองในทุกปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “การโค้ช” ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้นเรื่อย ๆ โค้ชในบริบทที่หลากหลายขององค์กร
โค้ชในบริบทองค์กร: External, Internal และ Manager as Coach
โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งกลุ่มโค้ชออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
โค้ชจากภายนอกองค์กร (External Coach)
โค้ชภายในองค์กร (Internal Coach)
ผู้บริหารหรือผู้จัดการที่ทำหน้าที่โค้ชผู้ใต้บังคับบัญชา (Manager as Coach)
โค้ชในกลุ่มที่หนึ่งและสอง มักเป็นโค้ชมืออาชีพที่ผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการโค้ชอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่โค้ชได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิผล
การเริ่มต้นเรียนรู้ “สมรรถนะของโค้ชที่ดี” ตั้งแต่ระยะแรก ไม่เพียงช่วยพัฒนา ความสามารถในการโค้ช แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจจากลูกค้า และชื่อเสียงในวิชาชีพอย่างยั่งยืน
จากการศึกษาแหล่งข้อมูล สถาบันต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ของโค้ชมืออาชีพ พบว่าสมรรถนะของโค้ชที่มีคุณภาพ มีความสอดคล้องกันอย่างมาก ในบทความนี้ ดิฉันขออ้างอิง สมรรถนะโค้ชตามกรอบของ ICF ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก (Credit: https://coachfederation.org)
สมรรถนะของโค้ชมืออาชีพตามมาตรฐาน ICF (Coaching Competency)
สมรรถนะของโค้ชตามมาตรฐาน ICF (Coaching Competency) ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 Domains และ 8 Core Competencies ในบทความนี้ ดิฉันตั้งใจอธิบาย “สมรรถนะในภาพรวม” ของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพการทำงานของโค้ชในสถานการณ์จริง หากสนใจเรียนรู้โดยละเอียด ท่านสามารถติดต่อเราได้

สมรรถนะโค้ชมืออาชีพ 4 กลุ่ม
โดยทั่วไป โค้ชมืออาชีพจะเรียนรู้และฝึกปฏิบัติสมรรถนะการโค้ช ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
พื้นฐานความรู้ด้านการโค้ช และจริยธรรมวิชาชีพ
โค้ชที่ดีควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ คำจำกัดความ บทบาท และกระบวนการของการโค้ช สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อใดควรใช้การโค้ช และเมื่อใดควรใช้รูปแบบอื่น เช่น การให้คำปรึกษา (Consulting) หรือการสอนงาน (Mentoring)
โค้ชมืออาชีพจะยึดถือหลักจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่บังคับ ไม่ชี้นำ และไม่ยัดเยียดคำแนะนำที่มาจากมุมมองหรือเหตุผลของตนเองแต่เคารพศักยภาพ ความคิด และการตัดสินใจของโค้ชชี่
เนื่องจากคำจำกัดความของการโค้ช อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสำนัก โค้ชจึงควรใช้เวลา “ตกลงความเข้าใจร่วมกัน” กับโค้ชชี่ตั้งแต่ต้นว่าบทบาทของทั้งสองฝ่ายคืออะไร กระบวนการจะดำเนินไปอย่างไร
เปรียบเสมือนการเดินทางไกลร่วมกัน ควรตกลงกันก่อนว่า ใครทำหน้าที่อะไรเราจะเดินทางอย่างไร และมีจุดแวะระหว่างทางแบบใดบ้าง
นอกจากนี้ โค้ชที่ดีจะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และบริบทของผู้คน
สมรรถนะกลุ่มนี้ไม่ใช่เพียง “รู้ว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้” แต่คือกรอบคิดภายในของโค้ช (Coaching Mindset) ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ และการเรียนรู้จากภายใน
การสร้างและรักษาสัมพันธภาพแห่งความไว้วางใจ
ความไว้วางใจคือหัวใจของการโค้ช โค้ชที่ดีจะวางตัวอย่างเหมาะสม เป็นที่น่าเชื่อถือ รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด ไม่ใช้คำพูดหรือท่าทีที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของโค้ชชี่
บรรยากาศที่โค้ชสร้างขึ้น ทำให้โค้ชชี่รู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ยังไม่ชัด กลัว หรือยังไม่สมบูรณ์
โค้ชทำหน้าที่เป็น “พาร์ทเนอร์การพัฒนา” ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา และไม่ลดคุณค่าความเป็นตัวตนของโค้ชชี่ บรรยากาศการสนทนาจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่โค้ชชี่สามารถเปิดใจ พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา และกล้าสำรวจความคิด ความรู้สึก และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ
โค้ชจะโฟกัสที่การพัฒนาโค้ชชี่ ไม่ใช่ผลงานของตนเอง พร้อมปรับตัวตามเส้นทางของโค้ชชี่ โดยไม่ยึดติดกับมุมมองส่วนตัว
การสื่อสารแบบโค้ช: การฟัง คำถาม และการใช้ภาษา
โค้ชที่ดีไม่รีบร้อนเปลี่ยนความไม่ชัดให้กลายเป็นคำตอบ แต่ยอมอยู่กับพื้นที่ของการคิดและการเรียนรู้ของโค้ชชี่
การสื่อสารแบบโค้ชประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การฟัง การตั้งคำถาม และการใช้คำพูด
ด้านการฟัง โค้ชเป็นผู้ฟังที่ใส่ใจ ฟังทั้งสิ่งที่โค้ชชี่พูด และสิ่งที่ไม่ได้พูดฟังเชิงลึก เพื่อเข้าใจค่านิยม ความเชื่อ และกรอบความคิดโดยปราศจากอคติ การตัดสิน หรือการรีบสรุป
ในการโค้ช ความเงียบไม่ใช่ช่องว่างที่ต้องรีบเติม แต่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่มีคุณค่า เมื่อโค้ชกล้าอยู่กับความเงียบ โค้ชชี่จะมีโอกาสเชื่อมโยงความคิด ความรู้สึก และความหมายภายในของตนเองหลายครั้ง คำตอบที่ทรงพลังที่สุด ไม่ได้เกิดจากคำถามที่โค้ชถาม แต่เกิดจากความเงียบที่โค้ชยอมให้เกิดขึ้น
ด้านคำถาม การสนทนาในการโค้ชเป็นการสื่อสารสองทาง โค้ชใช้คำถามเพื่อกระตุ้นการคิด การมีส่วนร่วม และการเรียนรู้ของโค้ชชี่ คำถามที่ดีเกิดจากการฟังที่ลึกพอ มักมุ่งไปที่อนาคต การค้นพบทางเลือกใหม่ การท้าทายสมมติฐานเดิม และการสร้างความมุ่งมั่นในการลงมือทำ
ด้านการใช้คำพูด เมื่อโค้ชพูด จะสื่อสารอย่างกระชับ ชัดเจน และให้เกียรติ อาจใช้เรื่องเล่า หรืออุปมาอุปไมย หากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและเป้าหมายของโค้ชชี่
ในกรณีที่โค้ชชี่ติดอยู่ในกรอบความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ โค้ชสามารถใช้การ Reframe เพื่อช่วยเปิดมุมมองใหม่และสนับสนุนให้โค้ชชี่ก้าวต่อไปด้วยความตระหนักรู้

การอำนวยให้เกิดการเรียนรู้และผลลัพธ์
แม้โค้ชจะสนับสนุนผลลัพธ์และความรับผิดชอบ แต่ไม่ทำหน้าที่ควบคุม ติดตาม หรือกดดันแทนโค้ชชี่
โค้ชที่ดีสามารถอำนวยกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสไตล์การเรียนรู้ สถานการณ์ และบริบทของโค้ชชี่
โค้ชสนับสนุนให้โค้ชชี่ลงมือทำจริง ช่วยตรึงความสนใจไว้ที่เป้าหมายและสิ่งที่มีความหมาย โดยให้โค้ชชี่เป็นผู้รับผิดชอบต่อแผนการและกรอบเวลาที่ตกลงกัน
โค้ชสามารถติดตามความคืบหน้า ตั้งคำถามเชิงบวก เพื่อเสริมวินัย และกล่าวชื่นชม เมื่อโค้ชชี่มีความพยายามหรือก้าวหน้า
สมรรถนะการโค้ช: ใช้ได้มากกว่าวิชาชีพ
ไม่ว่าเราจะเป็นโค้ชมืออาชีพหรือไม่ การฝึกสมรรถนะในแบบ "สมรรถนะของโค้ชมืออาชีพตามมาตรฐาน ICF (Coaching Competency)" สามารถนำไปใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ทั้งการตั้งเป้าหมายชีวิต การเป็นคู่สนทนาที่ดีกับครอบครัว หรือการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานอย่างสร้างสรรค์
นอกจากสร้างคุณค่าในเชิงวิชาชีพและรายได้แล้ว ยังช่วยให้เรามีความสุข ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นอีกด้วย
©Copyright - All rights reserved.
To find out more about our "Client Impact and Case Studies"
To view VDO about "การฟังแบบโค้ช - Active Listening"
To view VDO about "รูปแบบที่แตกต่างกันของการโค้ช"
Atchara Juicharern, PhD is an internationally recognized leadership strategist, ICF Master Certified Coach (MCC), and CEO of AcComm Group. With over two decades of experience developing leaders and building coaching cultures across Asia, her work focuses on how leadership behaviors are formed in real work contexts—especially under pressure, complexity, and change. She is known for advancing practice-led, human-centered leadership development that translates learning into everyday leadership behavior.
ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ เป็นนักกลยุทธ์ด้านภาวะผู้นำระดับนานาชาติ โค้ชที่ได้รับการรับรองระดับ ICF Master Certified Coach (MCC) และ CEO ของ AcComm Group ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในการพัฒนาผู้นำและสร้าง Coaching Culture ในองค์กรทั่วเอเชีย งานของเธอมุ่งเน้นการทำความเข้าใจว่า พฤติกรรมความเป็นผู้นำก่อตัวขึ้นอย่างไรในบริบทการทำงานจริง โดยเฉพาะภายใต้ความกดดัน ความซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลง
Contact us: +662 197 4588-9
Email: info@aclc-asia.com
www.aclc-asia.com
******************************
#ThailandCoaching #CoachTraininginThailand #TrainingandCoachingThailand #CreatingCoachingCulture #ดร.อัจฉราจุ้ยเจริญ #อบรมการโค้ช #Thailand_Coaching_Article #Coaching_Topic_Thai #Article_about_Coaching_Thailand





Comments